75 ปี BMW Roadster ราชันย์แห่งโรดสเตอร์

75 ปี BMW Roadster ราชันย์แห่งโรดสเตอร์

  

มิวนิค หน้ายาว ท้ายสั้น รูปทรงลู่ลม เครื่องยนต์ทรงพลัง ตัวถังน้ำหนักเบา การกระจายน้ำหนักที่สมดุลคือหัวใจแห่งสายพันธุ์โรดสเตอร์ที่สืบทอดตำนานจาก BMW 315/1 ในปีค.ศ. 1934 จนถึง BMW Z4 ในปีค.ศ. 2009  ถึงแม้ว่าเส้นสายที่เฉียบคมของ BMW Z4 Roadster ใหม่นั้นจะแสดงออกถึงดีไซน์ที่ล้ำสมัย แต่ทุกอณูของลมหายใจยังเต็มไปด้วยสายเลือดของจอมราชันย์แห่งโรดสเตอร์สายพันธุ์แข่งของบีเอ็มดับเบิลยูตลอดระยะเวลา 75 ปีที่ผ่านมา

 

 

BMW 315/1

ตำนานผู้พิชิตแรลลี่แห่งเทือกเขาแอลป์

 

รถต้นแบบของ BMW 315/1 ภายใต้คอนเซ็ปต์ Sports Roadster ได้เปิดเผยตัวสู่สายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่เบอร์ลินมอเตอร์โชว์ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1934 ด้วยรูปทรงที่ดุดันแต่มีมนต์เสน่ห์ที่ล้ำลึก ทำให้ผู้คนตกหลุมรักกับ BMW 315/1 ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเห็น ฝากระโปรงด้านหน้าที่ยาวกับกระจกบังลมหน้าที่ลาดเอียง รูปทรงที่ลู่ลมรับกับลายเส้นต่อเนื่องจากด้านหน้าสู่ด้านท้ายได้อย่างกลมกลืน ความดุดันแสดงออกผ่านลายเส้นและพื้นผิวที่ต่อเนื่องจากซุ้มล้อหน้าผ่านพื้นผิวของด้านข้างประตูจรดกับโป่งซุ้มล้อแบบปิดที่ด้านหลังประหนึ่งมัดกล้ามที่กำยำ

 

เครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียงขนาด 1.5 ลิตรซึ่งถูกขยายขนาดจากเครื่องยนต์ 1.2 ลิตรของ BMW 303 ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่มีความล้ำสมัยด้วยบล็อคเครื่องยนต์น้ำหนักเบาแบบชิ้นเดียว ด้วยระบบฉีดน้ำมันแบบคาร์บูเรเตอร์คู่ เครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียงของ BMW 315/1 สามารถผลิตแรงม้าได้ถึง 40 แรงม้าซึ่งถือว่าทรงพลังมากในสมัยนั้น วิศวกรของบีเอ็มดับเบิลยูได้กล่าวอย่างภูมิใจว่า “เครื่องยนต์แบบสปอร์ตนี้มีอัตราความประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 10.2 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร” ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ประหยัดมากประหนึ่งรถขนาดเล็กในสมัยนั้น

 

ด้วยการตอบรับที่ดีจากสาธารณะ บีเอ็มดับเบิลยูได้ตัดสินใจผลิต BMW 315/1 ในช่วงฤดูร้อนของปีค.ศ. 1934 ในทันที และด้วยสมรรถนะที่เหนือชั้น BMW 315/1 จึงถูกนำลงแข่งในปีเดียวกัน และประเดิมความสำเร็จครั้งแรกด้วยชัยชนะในการแข่งขัน International 1934 Alpine Rally ซึ่ง BMW Works Team เป็นเพียงทีมเดียวในการแข่งขันที่จบการแข่งโดยไม่เสียแต้มเลย

 

ในกลางปีค.ศ. 1935 ราล์ฟ รู๊ส หนึ่งในทีม BMW Works Team ได้สั่งสร้าง BMW 315/1 คันพิเศษขึ้น ซึ่งได้รับการดัดแปลงเครื่องยนต์ให้มีพลังสูงถึง 136 แรงม้าและมีน้ำหนักเพียง 380 กิโลกรัม และด้วยสมรรถนะที่เหนือชั้นนี้ จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่รถ BMW 315/1 คันพิเศษนี้สามารถพิชิตชัยตั้งแต่การแข่งครั้งแรกที่สนามเนอร์เบิร์กริงในปีค.ศ. 1936 ซึ่งเป็นการชนะอย่างขาดรอยซึ่งเข้าเส้นชัยก่อนทีมที่ได้สองถึง 17 กิโลเมตร และยังได้ชัยชนะต่อเนื่องจนถึงการแข่งครั้งสุดท้ายในรายการ German Road Racing Championship ในปีค.ศ. 1939

 

 


BMW 328

สุดยอดแห่งตำนานโรดสเตอร์ยุคก่อนสงคราม

 

ในปีค.ศ. 1936 บีเอ็มดับเบิลยูได้เข้าสู่การแข่งขันด้วยรถ BMW 328 ซึ่งเป็นรถโรดสเตอร์ที่มีน้ำหนักเบาและเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูงพิเศษ อีกทั้งยังที่มีแชสซีที่ความสมดุลและช่วงล่างที่เหนือชั้น ด้วยความพิเศษดังกล่าว BMW 328 จึงพิชิตชัยจากสนามแข่งต่างๆ ตั้งแต่สนามแรกที่ลงแข่งที่สนามเนอร์เบิร์กริงในวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1936 จากนั้น BMW 328 ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์ในการพิชิตชัยในรายการแข่งขันต่างๆ ซึ่งรวมถึงรายการ Mille Miglia และรายการ Le Mans 24 ชั่วโมงด้วย

 

จากความสำเร็จในการแข่งขัน บีเอ็มดับเบิลยูจึงตัดสินใจผลิต BMW 328 เพื่อออกขายในช่วงฤดูใบไม้ผลิในปีค.ศ. 1937 ด้วยน้ำหนักเพียง 830 กิโลกรัมและเครื่องยนต์ 80 แรงม้า BMW 328 ซึ่งสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 155 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจึงเป็นรถที่เร็วที่สุดในสมัยนั้น แต่ด้วยราคาที่สูง จึงมีเพียง 464 คนเท่านั้นที่ได้มีโอกาสเป็นเจ้าของ BMW 328 ที่ถูกผลิตจนถึงปีค.ศ. 1940 เท่านั้น

 

 

BMW 507

โรดสเตอร์อมตะที่หรูหราและสง่างามตลอดกาล 

 

จากชื่อเสียงและความสำเร็จในการแข่งขันต่างๆ โดยเฉพาะสถิติการพิชิตชัยของ BMW 328 ในช่วงทศวรรษที่ 1930 บีเอ็มดับเบิลยูจึงตัดสินใจที่จะผลิตรถโรดสเตอร์ที่นอกจากจะมีสมรรถนะที่เหนือชั้นแล้ว ยังมีความหรูหรา สง่างาม เพื่อรับกับยุคทศวรรษที่ 1950

 

ในปีค.ศ. 1955 การเปิดตัวสู่สาธารณชนครั้งแรกที่นิวยอร์คของ BMW 507 ก็ได้สะกดทุกสายตา ทั้งผู้ชมและสื่อมวลชลเสมือนต้องมนต์แห่งเสน่ห์ของโรดสเตอร์ที่สง่างามคันนี้ สัดส่วนคลาสสิกแห่งโรดสเตอร์ที่มีด้านหน้ายาวและด้านท้ายสั้น ถูกถ่ายทอดผ่านพื้นผิวที่เน้นความโค้งมนและงดงาม นอกจากนั้นภายในยังได้รับการตกแต่งที่เน้นความหรูหรา ทำให้ BMW 507 กลายเป็นโรดสเตอร์อมตะตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว

 

BMW 507 ยังมีนวัตกรรมที่ล้ำสมัยด้วยเครื่องยนต์บล็อคอลูมิเนียมแบบ V8 ขนาดความจุ 3.2 ลิตร สามารถผลิตกำลังได้สูงถึง 150 แรงม้า ทำให้ BMW 507 ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนั้นยังมีอ๊อปชั่นพิเศษที่สามารถเพิ่มสมรรถนะเป็น 165 แรงม้า

 

ด้วยราคาที่สูงมาในสมัยนั้น จึงทำให้มีเพียง 251 คนเท่านั้นที่มีโอกาสเป็นเจ้าของโรดสเตอร์อมตะที่หรูหราและสง่างามตลอดกาลคันนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือนักขับรถแข่ง Hans Stuck ผู้มีฉายา ราชันย์แห่งขุนเขา ซึ่งได้ใช้ BMW 507 พิชิตชัยในรายการแข่งขันต่างๆในยุโรป

 

 

BMW Z1

ไฮเทคโรดสเตอร์

 

เกือบ 3 ทศวรรษที่รถยนต์แบบโรดสเตอร์ห่างหายไปจากวงการ โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970 ที่ผู้บริโภคเน้นในเรื่องของความอเนกประสงค์และประโยชน์ใช้สอยมากกว่าเรื่องของมอเตอร์สปอร์ต

 

ในปีค.ศ. 1955 บีเอ็มดับเบิลยูกลับมาสู่คอนเซ็ปต์โรดสเตอร์อีกครั้งด้วย BMW Z1 ซึ่งตั้งใจจะให้เป็นโชว์เคสในด้านการพัฒนาและผลิตรถยนต์ ด้วยการใช้เทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ขั้นสุดยอด BMW Z1 ใช้โครงสร้างตัวถังแบบโมโนคอร์คผลิตจากเหล็กกล้า แต่พื้นผิวทั้งหมดรวมทั้งพื้นตัวรถนั้นผลิตจากพลาสติก

 

BMW Z1 ใช้เครื่องยนต์แบบ 6 สูบแถวเรียง ขนาด 2.5 ลิตร สามารถผลิตกำลังสูงสุด 170 แรงม้า และเพื่อการกระจายน้ำหนักแบบสมดุล 50:50 เครื่องยนต์นั้นถูกวางอยู่ในตำแหน่งหลังเพลาหน้า หรือที่เรียกว่า วางเครื่องกลางลำ BMW Z1 จึงเป็นรถโรดสเตอร์พันธุ์แท้ที่โดดเด่นด้วยความปราดเปรียว คล่องตัว และด้วยน้ำหนักเพียง 1,250 กิโลกรัม BMW Z1 สามารถเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

อยู่ในสายการผลิตระหว่างปีค.ศ. 1989 ถึงค.ศ. 1991 BMW Z1 ถูกผลิตขึ้นทั้งหมดเพียง 8,000 คัน

 

 

BMW Z3

การกลับมาที่ยิ่งใหญ่ของ BMW Roadster

 

ด้วยอานิสงค์ของ BMW Z1 ที่สร้างความตื่นตัวสำหรับโรดสเตอร์ขึ้นอีกครั้งหลังจากห่างหายไปร่วมสามทศวรรษ บีเอ็มดับเบิลยูจึงเดินหน้าโปรเจครถโรดสเตอร์สองที่นั่งขนาดเล็กอย่างเต็มที่ ในปีค.ศ. 1995 บีเอ็มดับเบิลยูได้ประกาศเปิดตัว BMW Z3 ที่รวมเอาทั้งความทรงเสน่ห์ของดีไซน์โรดสเตอร์พันธุ์แท้และความปราดเปรียวคล่องตัวที่สะท้อนคำนิยาม Sheer Driving Pleasure ของบีเอ็มดับเบิลยูได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

ความสำเร็จในด้านความนิยมและยอดขายของ BMW Z3 จัดได้ว่าเป็นการกลับมาที่ยิ่งใหญ่ของ BMW Roadster ซึ่งในอดีตเคยเป็นที่ใฝ่ฝันของแฟนๆบีเอ็มดับเบิลยู แต่ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงจึงทำให้ความฝันกลายเป็นจริงได้เพียงแฟนกลุ่มเล็กเท่านั้น และด้วยความสำเร็จในด้านยอดขายนี้ จึงทำให้บีเอ็มดับเบิลยูสามารถขยายไลน์ของ BMW Z3 ได้มากหลากหลายรุ่นตั้งแต่เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร 115 แรงม้า ไปจนถึงเครื่องยนต์สมรรถนะสูง M-Power แบบ 6 สูบแถวเรียงขนาด 3.2 ลิตรซึ่งสามารถผลิตกำลังได้ถึง 325 แรงม้า

 

 

BMW Z8

โรดสเตอร์ระดับเทพแห่งสหัสวรรษ

 

พร้อมกับการเฉลิมฉลองสหัสวรรษใหม่ บีเอ็มดับเบิลยูได้เปิดตัว BMW Z8 ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยสมรรถนะที่เหนือชั้น เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย รูปทรงที่สง่างามไร้ที่ติ และหัวใจแห่งความอมตะของโรดสเตอร์สายพันธุ์แข่ง ด้วยมิติความยาว 4.40 เมตร ความกว้างถึง 1.83 เมตร และความสูงเพียง 1.31 เมตร อีกทั้งเทคโนโลยีล้ำหน้าจากอนาคต และความหรูหราขั้นสุดยอด BMW Z8 จึงเรียกได้ว่าเป็นการกลับมาของโรดสเตอร์ระดับเทพด้วยจิตวิญญาณของ BMW 507

 

นอกจาก BMW Z8 จะมีเครื่องยนต์แบบ V8 ขนาด 5.0 ลิตรที่สมรรถนะสูงแต่น้ำหนักเบา สามารถผลิตกำลังได้ถึง 400 แรงม้าแล้ว ระบบเทคโนโลยีของแชสซีและตัวถังยังไม่เป็นสองรองใครด้วยเทคโนโลยีสเปซเฟรมแบบโมโนคอร์คผลิตจากวัสดุอลูมิเนียม ด้วยเหตุนี้ BMW Z8 จึงเป็นรถที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์การขับขี่รวมถึงความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างผู้ขับกับรถได้ดีที่สุดคันหนึ่ง และสถิติเวลาเพียง 8.15 นาทีในการวิ่ง 20 กิโลเมตรรอบสนาม Nordschleife ของเนอร์เบิร์กริงจึงเป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ความสุดยอดของ BMW Z8 

 

 

BMW Z4 เจเนอร์เรชั่นที่ 1

เข้าถึงแก่นแห่งจิตวิญญาณโรดสเตอร์

 

ในปีค.ศ. 2002 บีเอ็มดับเบิลยูได้เปิดตัว BMW Z4 รุ่นแรกในงานปารีสมอเตอร์โชว์ หัวใจหลักของ

BMW Z4 รุ่นนี้คือการเข้าถึงแก่นแห่งจิตวิญญาณโรดสเตอร์ในสไตล์แบบดิบๆ BMW Z4 จึงจัดได้ว่าเป็นรถโรดสเตอร์ที่เป็นที่ชื่นชอบของบรรดาแฟนพันธุ์แท้แบบ Purist ไม่ว่าจะเป็นการที่มีความสมดุลของการกระจายน้ำหนัก 50:50 หรือการที่มีแทร็คที่กว้างมากและจุดศูนย์ถ่วงต่ำ รวมถึงความแม่นยำที่เหนือชั้นของระบบพวงมาลัย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการกลับมาอีกครั้งของโรดสเตอร์พันธุ์แข่งแบบดิบๆในสไตล์ BMW 328

 

 

BMW Z4 เจเนอร์เรชั่นที่ 2

The Refined Roadster

Style and Performance in Harmony

 

และในปีค.ศ. 2009 นี้ บีเอ็มดับเบิลยูก็ได้เปิดตัวโรดสเตอร์ภาคต่อของ BMW Z4 ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่มีความแตกต่างจากเจเนอร์เรชั่นแรกอยู่บ้าง กล่าวคือลดความดิบลงและเพิ่มความหรูหรา สะดวกสบายเพื่อตอบสนองตลาดที่กว้างขึ้น BMW Z4 เจเนอร์เรชั่นที่ 2 จึงเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวของความคลาสสิกซึ่งสะท้อนผ่านสัดส่วนรูปทรง หน้ายาว ท้ายสั้น ในแบบฉบับดั้งเดิมของดีไซน์โรดสเตอร์กับความทันสมัยที่สะท้อนผ่านพื้นผิวที่โค้งและเว้าแสดงออกถึงดุดันและเฉียบคม

 

BMW Z4 เจเนอร์เรชั่นที่ 2 ยังให้ความสะดวกสบายด้วยหลังคาแบบ RHT Retractable Hard Top น้ำหนักเบาซึ่งสามารถเปิด-ปิดหลังคาอัตโนมัติได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส อีกทั้งยังเป็นฉนวนป้องกันเสียงและความร้อนที่ดีเยี่ยมอีกด้วย นอกจากนั้นหนังสำหรับเบาะนั่งยังมี Sun Reflective Technology เพื่อสะท้อนความร้อนจากแดดเพื่อให้ผิวเบาะไม่ร้อนเกินไปเวลาที่จอดตากแดดไว้

 

ในด้านของสมรรถนะการขับขี่ BMW Z4 เจเนอร์เรชั่นที่ 2 นี้ก็ได้ผสมผสานความปราดเปรียวสปอร์ตคล่องตัวในสไตล์ของโรดสเตอร์อย่างเต็มรูปแบบ แต่ในเวลาเดียวกันก็สามารถให้ความสะดวกสบายได้อย่างเต็มที่ ด้วยระบบเทคโนโลยี Dynamic Drive Control ที่ทำหน้าที่ปรับระดับความอ่อนแข็งของระบบช่วงล่าง ปรับการตอบสนองของคันเร่งและเครื่องยนต์ รวมถึงการปรับระบบการควบคุมพวงมาลัย ซึ่งทำให้ BMW Z4 เจเนอร์เรชั่นที่ 2 นี้สามารถปรับเปลี่ยนคาแร็คเตอร์ของการขับขี่ได้หลายหลากอารมณ์ตั้งแต่การขับกินลมชมวิวไปจนถึงวันสนุกสุดสัปดาห์ track day นอกจากนั้นยังเป็นการเพิ่มความปลอดภัยเนื่องจากเซ็ตอัพของโรดสเตอร์คันโปรดนี้สามารถปรับให้เหมาะสมกับสภาพการขับได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส

 

ถึงแม้ว่า 75 ปีผ่านไป หัวใจของ BMW Roadster ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เหมือนกับช่วงหนึ่งของใบโฆษณาของ BMW 315/1 ในปีค.ศ. 1934 ที่กล่าวว่า “คำนิยามของ BMW Roadster คือ รถสปอร์ตที่ไม่เพียงแต่ปราดเปรียวรวดเร็ว แต่ต้องสง่างามในทุกมุมมอง และพร้อมที่จะสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่ตื่นเต้นเร้าใจอย่างเหนือชั้น อีกทั้งยังปลอดภัยและประหยัดเสมือนรถทัวร์ริ่งอีกด้วย”


ตารางราคารถยนต์ล่าสุด

AUDI | Aston Martin | BMW | Chevrolet | CITROEN |  DFSKFerrari | Honda (ฮอนด้า) |


คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ (เขียนบอกเราหน่อยนะ)