รีวิว : VOLVO S60 DRIVe Flexifuel E85 มนต์เสน่ห์แห่งความปลอดภัยจากสวีเดน

หลังจาก VOLVO Thailand  ปรับกลยุทธ์ทางการตลาด ขยับราคามาอยู่ล้านกลางๆ จนถึงสองล้านต้นๆ ทำให้แฟนๆและผู้ที่หลงไหลในรถ VOLVO ต้องมนต์เสน่ห์แห่งความปลอดภัยจากสวีเดน จึงกลับมาอยู่ในความสนใจของผู้บริโภคอีกครั้ง ส่งผลให้ยอดขายดีวันดีคืน ผมเลยขออาสาพา VOLVO S60 DRIVe Flexifuel E85 ในรุ่น TOP สุด กลับมาทดสอบอีกครั้งหลังจากได้ขับเป็นกลุ่มไปแล้ว แต่ครั้งนี้ผมขอเจาะลึกเรื่องอัตราสิ้นเปลืองของ VOLVO คันนี้เป็นอย่างไร

 

นิยามของ VOLVO

ในความรู้สึกผม คือ รถหรูขับสบาย และเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยสูง ช่วงล่างนิ่มนวล เน้นความสะดวกสบายทั้งผู้โดยสารและผู้ขับขี่ แต่พอผมได้สัมผัส  VOLVO S60 DRIVe Flexifuel E85 ความรู้สึกในการขับขี่ของผมรู้สึกแตกต่างจากรุ่นเก่าๆของวอลโว่มาก แต่จะแตกต่างอย่างไรนั้น ค่อยๆ ชมกันต่อครับ VOLVO S60 ออกมาด้วยกัน 2  รุ่น คือ รุ่น DRIVe B และ DRIVe S ซึ่งผมพารุ่น DRIVe S ตัว TOP ซึ่งมีฟังค์ชั่นการใช้งานครบถ้วนมาทดสอบ คำว่า “DRIVe” เป็นชื่อของโครงการหนึ่งใน VOLVO ซึ่งต้องการลดผลกระทบจากการใช้รถยนต์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมในทุกด้าน โดยใช้ทั้งกระบวนการออกแบบตัวรถ การวิจัยเครื่องยนต์ให้ปล่อยไอเสียลดลง สามารถใช้เชื้อเพลิงทางเลือกได้หลายรูปแบบ  ที่สำคัญยังต้องนำเอาวัสดุต่างๆ กลับมาใช้ใหม่ให้ได้มากที่สุด

 

การออกแบบ

จากการออกแบบของ VOLVO S60 DRIVe คันนี้ เน้นมากในด้านของค่าสัมประสิทธิแรงต้านทานของอากาศ โดยหลักจากที่วิศวกรออกแบบมาแล้ว ยังต้องส่งต่อไปเมืองโกเตนเบิรก์ เพื่อทดสอบในอุโมงลม เพื่อปรับในเรื่องของหลักอากาศพลศาสตร์ ช่วยลดแรงปะทะของกระแสลม ซึ่งจะส่งผลไปถึงอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง หน้าตาของ VOLVO S60 DRIVe จึงดูพลิ้วไปซะทุกส่วน จากด้านหน้าที่ฝากระโปรงจะเห็นมีการยกสันที่ด้านข้างทั้งสอง พร้อมเว้าลงในช่วงกลางเพื่อสร้างแรงกด (Downfoce) ให้มากขึ้นด้วย ขยับลงมาจะเห็นกันชนหน้าชิ้นใหญ่ที่ออกแบบให้ครอบคลุมถึงกระจังหน้าที่ยื่นออกมาคล้ายจมูก เพื่อใช้ลดแรงปะทะจากลม โดยวางตำแหน่งของช่องดักลมด้านหน้า พร้อมประดับโลโก้ “VOLVO” ไว้ตรงการ ซึ่งสัญลักษณ์ของ VOLVO ที่เห็นเป็นรูปวงกลมและลูกศรนั้น ตัววงกลม หมายถึง ล้อรถยนต์ ส่วนลูกศร หมายถึง การพุ่งทะยานไปข้างหน้าครับ สัญลักษณ์นี้ใช้มาตั้งแต่ปี 1962 จนถึงทุกวันนี้ ไปดูที่ไฟหน้ากันต่อเป็นแบบโปรเจคเตอร์สามารถเลี้ยวตามพวงมาลัยและปรับสูงต่ำอัตโนมัติ

 

มาต่อที่ด้านข้างตัวรถจะเห็นเส้นสายที่พลิ้วไหวไปจนจรดท้ายรถ กระจกมองข้างที่มีไฟเลี้ยวอยู่ในตัวพร้อมเซ็นเซอร์การตรวจจับรถที่อยู่ด้านข้าง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยจากจุดบอดของกระจกมองข้าง ส่วนด้านท้ายออกแบบมาอย่างลงตัวและปราณีต เสริมความโดดเด่นด้วยไฟท้ายรูปตัว “C” พร้อมทั้งตัวอักษร “VOLVO”  โครเมี่ยม อีกทั้งยังการันตีด้วยโลโก้รักโลกสิ่งแวดล้อม “DRIVe” ที่ใช้ตัว “e” สีเขียว

 

มากมาย..ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย

ในเรื่องของภายใน VOLVO S60 DRIVe นอกจากจะคำนึงถึงความสวยงามหรูหราแล้ว ยังเน้นมากในเรื่องความปลอดภัยของผู้ขับขี่  จากคอนโซลที่ออกแบบให้ดูเรียบหรูยังมีการลดความสูงของคอนโซลส่วนที่ใกล้กระจกบานหน้าลง เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยการขับขี่ ช่วงคอนโซลกลางด้านหน้าที่ไล่มาถึงก่อนคอนโซลเกียร์มีการทำมุมเอียงเข้าหาคนขับประมาณ 15 องศา เพิ่มความง่ายต่อการใช้ฟังค์ชั่นต่างๆ แม้แต่ปุ่มของการปรับตำแหน่งแอร์ทาง VOLVO เองยังใช้สัญลักษณ์รูปคนนั่งแทนปุ่มกด เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานที่สุดและละสายตาจากถนนให้น้อยที่สุด

 

ส่วนของภายใน

ใช้โทนสีดำสลับครีมเพื่อมุ่งเน้นให้ตัวรถดูกว้างแฝงความเป็นสปอร์ตไว้ในตัว ซึ่งรถ VOLVO เป็นรถที่ต้องเรียนรู้ฟังค์ชั่นการใช้งานให้ครบถ้วนก่อนขับขี่ เพราะมีเทคโนโลยีความปลอดภัยแฝงอยู่มาก ทั้งระบบตรวจจับคนเดินถนนพร้อมระบบเบรคอัตโนมัติ  (Pedestrian Detection with Full Auto Brake) ซึ่งระบบนี้สามารถตรวจจับได้ว่ามีคนเดินถนน กำลังเดินเข้ามาในทิศทางเดียวกันกับรถ และจะหยุดรถอัตโนมัติถ้าคนขับไม่เหยียบเบรคอย่างทันท่วงที ในระบบผมได้ทดสอบแล้วว่าใช้งานได้เม่นยำจริงๆ เพราะผมทดสอบโดยการพาเพื่อนมาเป็นหนูทดลองโดยให้ยืนด้านหน้ารถ ผมขับมาด้วยความเร็ว 30 กม./ชม. ไม่มีการเหยียบเบรคปรากฎว่าระบบเบรคอัตโนมัติจะหยุดรถให้เองอย่างทันท่วงที

 

นอกจากนี้ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน ผู้ขับขี่จะได้ยินเสียงสัญญาณเตือน พร้อมกับเห็นไฟกระพริบที่หน้าปัดด้านบนของกระจกหน้ารถ  สัญญาณเตือนเหล่านี้จะมีลักษณะคล้ายไฟเบรคกระพริบ เพื่อกระตุ้นเตือนให้ผู้ขับขี่มีปฏิกิริยาเบรคหรือลดความเร็วทันที หากผู้ขับขี่ไม่เหยีบเบรค เมื่อได้ยินหรือเห็นสัญญาณเตือน ระบบจะทำการคำนวณค่าว่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นอย่างแน่นอน ระบบจะหยุดรถแบบเต็มแรงระบบเบรคจะทำงานอย่างฉับพลันทันที

 

ระบบเตือนเพื่อหลีกเลี่ยงการชน

ต่อมาเป็นระบบเตือนเพื่อหลีกเลี่ยงการชน พร้อมระบบช่วยหยุดรถแบบเต็มแรงเบรค (Collision Warning with Full Auto Brake) ตัวนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้ในขณะขับขี่บนถนนไฮเวย์โดยเฉพาะ ระบบนี้สามารถรับรู้และเตือนผู้ขับขี่ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ เช่น รถคันหน้าหยุดกะทันหัน และระบบ Collision Warning ประเมินว่าอาจเกิดการชน ระบบจะส่งเสียงสัญญาณและไฟกระพริบเพื่อเตือนผู้ขับขี่ ระบบนี้ยังมีฟังค์ชั่นช่วยลดความเร็วรถ โดยสั่งให้ระบบเบรคทำงานในระดับหนึ่ง เพื่อช่วยผ่อนแรงผู้ขับขี่ในการเหยียบเบรคให้รถหยุดทันท่วงที ถ้าผู้ขับขี่ไม่เหยียบเบรค ฟังค์ชั่น Auto Brake จะหยุดรถโดยทันทีและเปิดสัญญาณไฟกระพริบฉุกเฉิน เพื่อเตือนรถคันที่ตามหลังมาให้สังเกตเห็นได้ง่ายขึ้น

 

ระบบป้องกันการชน

ระบบป้องกันการชนขณะขับขี่ความเร็วต่ำ (City Safety) ระบบนี้เหมาะสมมากที่จะนำมาใช้ในเมือง เพราะระบบควบคุมความเร็วรถแบบแปรผันพร้อมฟังก์ชั่นหยุด/ออกตัวรถอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control with Queue Assist) จะช่วยหยุดรถอัตโนมัติเมื่อรถคันหน้าชะลอความเร็วหรือหยุด กระทันหัน ระบบนี้จะทำงานเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วไม่เกิน 30 กม./ชม.  การทดสอบผมใช้รถ 2 คัน โดยใช้ความเร็ว 30 กม./ชม. ขับตามกันไปโดยให้คันที่ขับตามหลังเป็นคันทดสอบระบบ พอคันหน้าลดความเร็ว คันหลังที่ผมทดสอบระบบจะสั่งงานให้ลดความเร็วลงตาม พอคันหน้าหยุดรถคันทดสอบก็จะหยุดตาม พอคันหน้าออกตัวรถคันทดสอบก็จะออกตัวตามไปด้วย โดยทั้งหมดนี้ผมทดสอบโดยไม่ได้เหยียบเบรคหรือคันเร่งเลย แต่มีการ Set Up ระบบที่พวงมาลัยก่อนเพื่อใช้งานในระบบนี้ ซึ่งถ้าในกรุงเทพฯ เราไม่มีมอเตอร์ไซด์มาแทรกตอนรถติดๆ เราสามารถใช้ระบบนี้ได้อย่างสบาย และทั้ง 3 ระบบที่ผมว่ามาใช้เรดาร์ที่ติดตั้งอยู่บนกระจังหน้าของรถ กล้องที่ติดอยู่ด้านหลังของกระจกมองหลัง เรดาร์ตรวจจับภาพมุมกว้าง 60 องศา ทางด้านหน้ารถ โดยจะนำข้อมูลมาส่งให้ กล่องควบคุมระบบประมวลผลและสั่งงานทั้งหมด

 

ระบบ Adaptive Cruise Control (ACC)

อีกระบบที่ผมชอบมากเพราะเวลาใช้ VOLVO ในการเดินทางต้องใช้ระบบนี้ทุกครั้ง คือ ระบบ Adaptive Cruise Control (ACC) หรือระบบควบคุมความเร็วคงที่อัตโนมัติ ระบบนี้ สามารถช่วยลดความเร็วเมื่อมีรถคันหน้าขับช้า หรือ เบรคกระทันหัน ขออธิบายง่ายๆ สมมุติเราตั้งล็อคความเร็วไว้ที่ 100 กม./ชม. พอมีรถคันหน้าขับช้ากล่องควบคุมก็จะสั่งลดความเร็วหรือช่วยเบรคให้เองตาม ระยะที่เราตั้งไว้ ซึ่งจะตั้งระยะได้ 5 ระดับ ห่างที่สุด คือ 3 วินาที จากคันหน้าแปรผันตามความเร็วนะครับ

 

ส่วนความปลอดภัยอื่นก็เช่น เข็มขัดนิรภัยแบบปรับความตึงได้สำหรับทุกที่นั่ง มีระบบ Pre-prepared Restraints (PRS) ที่ช่วยปรับการทำงานของถุงลมนิรภัย ขณะที่ระบบ load limiter จะช่วยคำนวณและปรับแรงดึงกลับของเข็มขัดนิรภัยให้เหมาะสม ระบบกระจายแรงกระแทกจากการชนด้านข้าง (Side Impact Protection System – SIPS) ถุงลมนิรภัยด้านข้างที่นั่ง ม่านนิรภัยด้านข้าง (Inflatable Curtain) และระบบปกป้องการบาดเจ็บของกระดูกต้นคอและหลัง ที่เกิดจากการสะบัดของศีรษะ (Whiplash Protection System – WHIPS) ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บที่คอ

 

แผงคอนโซล

ส่วนฟังค์ชั่นค์อื่นๆ เช่น จอ 5 นิ้ว ติดตั้งไว้ที่แผงคอนโซลหน้าด้านบน สามารถแสดงข้อมูลเกี่ยวกับเพลง โทรศัพท์เคลื่อนที่ และอื่นๆ  พวงมาลัยแบบสามก้านสามารถปรับระดับ สูง-ต่ำ ใกล้-ไกลได้ พร้อมติดตั้งปุ่มบังคับควบคุมระบบการทำงานต่างๆ บนพวงมาลัยเพื่อความสะดวกในการใช้งาน ระบบเครื่องเสียงแบบ High Performance Multimedia (Level 3) 4×40 วัตต์ พร้อมลำโพง 8 ตัว ให้เสียงคมชัดด้วยระบบดอลบี ดิจิตอล ที่ให้คุณภาพระดับเดียวกับที่ใช้ในระบบโฮมเธียเตอร์และโปรเฟสชั่นแนล เธียเตอร์ และเทคโนโลยี MultEQ ที่สามารถแก้ไขปัญหาเสียงเพี้ยนของเครื่องดนตรี  ทำให้ได้คุณภาพเสียงที่คมชัด  นอกจากนี้ยังมีพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น iPod และสามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธ และดึงเพลงจากในโทรศัพท์มือถือมาเล่นในระบบเครื่องเสียงในรถยนต์ได้ในระบบ Audio Streaming  ส่วนของภายใน หลักๆก็มีประมาณนี้แต่ยังไม่หมดนะครับ แต่ผมเกรงว่าพื้นจะไม่พอขอเท่านี้ก่อน แต่โดยรวมสำหรับผมถือเป็นภายในที่สวย ให้ความปลอดภัยสูง และที่สำคัญฟังค์ชั่นที่ผมต้องการมีให้อย่างครบถ้วน

 

ความแรง..สั่งได้ดั่งใจ

ได้ออกไปลองขับกันสักทีกับเครื่องยนต์แถวเรียง 4 สูบ ที่ผลิตจากอลูมิเนี่ยมน้ำหนักเบา ความจุกระบอกสูบ 1,560 ซีซี DOHC 16 วาว์ล  พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบ ให้แรงม้าสูงสุด 180 แรงม้าที่ 5,700 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 240 นิวตันเมตรในช่วง 1,600-5,000 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด (Powershift)  ซึ่งหลักการทำงานของระบบส่งกำลังชุดนี้ คือ การมีชุดเกียร์ 2 ชุด พร้อมคลัทช์คู่แบบเปียกที่ทำงานแยกกันโดยอิสระ ชุดที่ 1 จะควบคุมการทำงานของเกียร์ 1, 3, 5 และเกียร์ถอยหลัง ส่วนอีกชุดหนึ่งจะควบคุมการทำงานของเกียร์ 2, 4, 6 โดยแต่ละชุดจะสลับกันทำงาน ในขณะที่อยู่ในตำแหน่งเกียร์ 1 คลัทช์ชุดที่สองจะเข้ารอที่เกียร์ 2 ทันที เมื่อเปลี่ยนมาเป็นเกียร์ 2 แล้ว คลัทช์ชุดแรกจะไปรออยู่ที่เกียร์ 3 สลับกันไปเรื่อยๆ ข้อดีของการที่มีคลัทช์ 2 ชุด คือ ทำให้เครื่องยนต์สามารถส่งกำลังต่อเนื่องไม่มีขาดตอน เปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็ว รักษาอัตราเร่งได้อย่างต่อเนื่องขณะที่มีการเปลี่ยนเกียร์ และยังส่งผลให้ช่วยประหยัดน้ำมันได้อีก 8% เมื่อเทียบกับเกียร์ออโต้ทั่วไป

 

อัตราการความสื้นเปลืองเชื้อเพลิง

จากการที่ผมได้ลองทดสอบสมรรถนะความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 218 กม./ชม. ซึ่งความไหลลื่นของความเร็วมาอย่างต่อเนื่อง และมาเร็วตั้งแต่รอบต้นๆ อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาเพียง 9.4 วินาที คราวนี้มาดูเรื่องอัตราการความสื้นเปลืองเชื้อเพลิง เพราะผมตั้งใจนำรถมาทดสอบอีกรอบด้วยเหตุผลนี้ครับ ผมแบ่งการทดสอบออกเป็น 3 ครั้ง โดยทุกครั้งผมใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล E20 (ราคาน้ำมันลิตรละ 36.88 บาท) และระยะทาง 150 กม. ในการทดสอบ ครั้งแรกผมลองทดสอบนอกเมืองโดยใช้ความเร็วเฉลี่ย 100 – 110 กม./ชม. ผลออกมาเติมน้ำมันไป 433 บาท หรือ 12.8 กม./ลิตร ครั้งที่ 2 ผมเปลี่ยนมาทดสอบในเมืองช่วงวันทำงานรถติดแบบขยับไปได้ทีละนิด ระยะทางเท่าเดิม ผลออกมาเติมน้ำมันไป 953 บาท หรือ 5.8 กม./ลิตร ปิดท้ายด้วยการใช้งานในเมืองแบบวันหยุดสบายๆ ผลออกมาเติมน้ำมันไป 790 บาท หรือ 7 กม./ลิตร ถ้ามองในเรื่องของอัตราสิ้นเปลืองแบบ กม./ลิตร อาจจะดูแล้วกินน้ำมันไปนิด เพราะว่าค่าความร้อนของ E20 สูงกว่าแก๊สโซฮอล 91 และ 95 จึงเผาไหม้เร็วกว่า แต่ถ้าเทียบจำนวนเงินที่จ่ายไปถือว่ารับได้อยู่ครับ

 

สปอร์ตขึ้นเล็กน้อย

ด้านแชสซีของ VOLVO ถูกปฎิวัติใหม่ทั้งหมด โดยทีมวิศวกรตั้งใจให้ได้ทั้งความเป็นสปอร์ต ความสมดุลในการบังคับควบคุม และความสะดวกสบายสูงสุด ส่วนระบบกันกระเทือนหน้าแบบ McPherson Strut และระบบกันกระเทือนด้านหลังแบบมัลติลิงค์ พวงมาลัยเพาเวอร์แบบโปรเกรสซีฟแปรผันตามความเร็ว พร้อม Advanced Stability Control ระบบการควบคุมการทรงตัว, ระบบควบคุมการทรงตัวและยึดเกาะถนนแบบไดนามิก (Dynamic Stability and Traction Control – DSTC) ที่มาพร้อม Sport Mode ช่วยควบคุมการทรงตัวป้องกันรถจากอาการท้ายปัด  และเมื่ออยากขับแบบสปอร์ต เพื่อเพิ่มความสนุกเร้าใจในการขับขี่ ก็สามารถเลือกที่ปุ่ม Sport Mode  ฟังค์ชั่นควบคุมการเข้าโค้งจะทำงานโดยการถ่ายเทแรงบิด (Corner Traction Control by Torque Vectoring) ช่วยให้รถเข้าโค้งได้นุ่มนวลมากขึ้น เป็นการพัฒนาระบบ DSTC ให้ดีขึ้น เมื่อเข้าโค้ง ล้อที่อยู่ด้านในของโค้งจะเบรคพร้อมกับถ่ายทอดกำลังไปยังล้อที่อยู่ด้านนอก มากขึ้น ทำให้ผู้ขับสามารถเข้าโค้งในวงแคบได้มากขึ้น และลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการดื้อโค้งด้วย  และระบบป้องกันรถคว่ำ (Rollover Protection System – ROPS) โดยรวมถือว่านิ่มนวลอยู่ในเกณฑ์ดี ขับสบายๆ ตามสไตล์ VOLVO แต่ถ้าจะให้เป็นช่วงล่างแบบสปอร์ตเหมาะสมกับความแรงของเครื่องยนต์  ผมว่าน้ำหนักของพวงมาลัยในความเร็วสูงควรจะมีน้ำหนักมากกว่านี้ เพื่อเรียกความมั่นใจในการใช้ความเร็วสูง เพราะเวลาที่ผมเข้าโค้งในความเร็วที่สูงมากๆ เกิน 160 กม./ชม. มันมีอาการเหมือนเลี้ยวไม่เข้าบ้างเล็กน้อย แต่ในความเร็วไม่เกิน 140 กม./ชม. ทุกอย่างทำได้ดีมากๆ ครับ

 

ในราคาค่าตัว 2,149,000 บาท VOLVO S60 DRIVe S ตัว TOP คันนี้ สำหรับผมจะเก็บไว้ให้เป็นของขวัญคนที่ผมรักที่สุด เพราะผมมั่นใจว่ารถคันนี้จะพาคนที่ผมรักเดินทางอย่างปลอดภัยทุกเส้นทางครับ


บทความแนะนำ

VOLVO  S60 DRIVe ขึ้นแท่น Car of the Year

รถยนต์คอนเซ็ปต์ Volvo รุ่น  S60 ได้รับรางวัล

วอลโว่เปิดตัว  S60 DRIVe Flexifuel E85

แท็กยี่ห้อรถยนต์ : Volvo

แท็กฮิต : , , , ,