ปฐมบทการก้าวสู่ … “วิถีนักซิ่งเซอร์กิต” ในฐานะ “Racing Driver”

Racing Driver

“นักแข่งรถอาชีพ” ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความใฝ่ฝันของลูกผู้ชายหลายคนที่ชอบ “ขยี้คันเร่ง” เพื่อทำให้รู้สึกถึงความมีชีวิตชีวา ขณะใช้ “ความเร็วสูง” … ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะบนถนนหลวง แม้จะ “คัน” แค่ไหนก็ตาม แต่ถ้า “อยากซิ่ง” ถึงขั้นอะไรมาฉุดก็ไม่อยู่ ลองก้าวเข้าสู่โลกของ “Racing Driver” ดีกว่า … เพราะเริ่มต้นได้ง่ายๆ  ไม่ยาก แถมสะใจได้แบบถูกกฏหมาย และปลอดภัยอีกด้วย

Racing Driver  

1 … “ถม” พื้นฐาน เพื่อการเป็น “Racing Driver”

จุดเริ่มต้นที่ดีควรเกิดจาก “ความชอบ” เพราะเมื่อชอบจะทำให้เรายิ่งค้นคว้าหาข้อมูล เพื่อนำมาปรับใช้ ตั้งแต่วิธีการขับขี่ เช่น ท่านั่ง, ตำแหน่งการจับพวงมาลัย, การเลี้ยว, การเบรก ที่ต้องอาศัย “ชั่วโมงบิน” ในการเรียนรู้ และสร้างพื้นฐานการขับขี่ที่ดี เพื่อให้ตัวเราเองมีทักษะในการควบคุมรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย ในชีวิตประจำวัน

Racing Driver

 

โดยหากยังไม่มั่นใจในทักษะของตัวเอง การเล่น Go-Kart คือ จุดเริ่มต้นที่ดี ก่อนตามด้วยคอร์สฝึกสอนการขับขี่ปลอดภัย Driving Skill สำหรับการปรับเปลี่ยนพื้นฐานพฤติกรรมการขับขี่รถยนต์ให้มีความถูกต้อง และปลอดภัย ตลอดจนเพิ่มประสบการณ์คับขันใหม่ๆ ให้คุ้นชิน ก่อนต่อยอดไปสู่คอร์ส Racing School   

Racing Driver

 

ซึ่งโดยส่วนใหญ่คอร์ส Racing School จะแบ่งสเต็ปการสอนหลักๆ คือ พื้นฐาน (Basic) เพื่อทบทวนในสิ่งที่เรียนรู้มาจากหลักสูตร Driving Skill ก่อนจะต่อยอดสู่หลักสูตรขั้นสูง (Advance) เพื่อลับคมปฏิกิริยาการตอบสนองให้ฉับไวยิ่งขึ้นในการจับสัมผัสอาการของรถ ตลอดจนการแก้สถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันไป ตามแต่ละประเภทระบบขับเคลื่อนของรถ

จากนั้นปิดท้ายด้วยหลักสูตรสนามแข่ง (Racing) ซึ่งเพิ่มเติมทฤษฎีในเรื่องความรู้ในเรื่องคุณสมบัติของนักแข่ง ตลอดจนกฎ กติกา มารยาท ไปจนถึงระดับโทษ, สัญญาณธงต่างๆ และองค์ประกอบของทีมแข่ง ก่อนปฏิบัติจริงในสนามซึ่งในหลายสถาบันจัดรถแข่ง One Make Race ไว้ให้ขับจริง ใส่ชุดจริง ไปจนถึงเรียนรู้ในเรื่องของ Racing Line เพื่อให้คุณพร้อมสำหรับการก้าวสู่ขั้นไปต่อ

Racing Driver

2. “ใบอนุญาต” ต้องมี

สำหรับกีฬาการแข่งขันรถในประเทศไทยไม่ว่าจะ 2 ล้อ หรือ 4 ล้อ ถ้าหากมี “ร.ย.ส.ท. หรือ ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์” เป็นผู้ “รับรอง” การแข่งขัน จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องมี “ใบอนุญาตขับแข่ง” ซึ่งการยื่นขอ “ใบอนุญาตขับแข่ง” ก็ไม่ใช่เรื่องยาก แค่เข้าอบรม และเตรียมเอกสารให้พร้อม เช่น ใบสมัคร, ใบรับรองการตรวจร่างกาย, สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาใบขับขี่, สำเนาทะเบียนบ้าน, รูปถ่าย และค่าธรรมเนียม เท่านั้นก็เป็นอันเสร็จพิธี ที่เหลือก็แค่รอเรียกรับ “ใบอนุญาต” จากนั้นก็สามารถไปสมัครลงแข่งขันรายการแข่งรถต่างๆ ได้

Racing Driver

3. พื้นฐานแน่น, ใบขับขี่มี, ทุนพร้อม ที่เหลือ คือ “ประสบการณ์” และ “โอกาส”

การลงสนามจริง คือ สิ่งที่เปรียบได้กับการ “ตื่น” จากฝัน เพราะแค่ “พื้นฐาน ทักษะ และใบขับขี่” ยังไม่มากพอให้ลงสนามจริง โดยสิ่งที่เป็นเบื้องหลังของทุกย่าง คือ “ทุนทรัพย์” ซึ่งจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับนักแข่งมือใหม่ คือ รายการแข่งขันประเภท One Make Race ที่มีมาตรฐานไม่สูงมากนัก ด้วยรถแข่งที่ถูกจำกัดภายใต้กฎกติกาเดียวกัน คือ อัพเกรดได้เบื้องต้น ในระดับที่ไม่ต่างจาก “รถโรงงาน” มากนัก

Racing Driver

 

ฉะนั้นค่าใช้จ่ายจึงไม่เกินเอื้อมเท่าไหร่ และได้แข่งขันในรายการที่มีมาตรฐาน, มีความปลอดภัยสูง เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และฝึกปรือฝีมือได้อย่างเต็มที่ เพราะวัดกันทักษะนักแข่งล้วนๆ ทั้งยังเปิดโอกาสให้ต่อยอดสู่การเป็นนักแข่งระดับอาชีพได้ง่ายๆ ถ้าฝีมือ “ถึง” เข้าตา “แมวมอง” มาทาบทามให้เข้าร่วมทีมสังกัดใหญ่ … แค่เท่านั้น “ประตู” สู่การเป็นนักแข่งอาชีพ” ของคุณ ก็เปิด พร้อมให้เดินเข้าไปอย่างเต็มตัวแล้วล่ะครับ



คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ (เขียนบอกเราหน่อยนะ)