รีวิว : Toyota Altis Hybrid 2019 เด่นที่ประหยัด ออปชั่นคุ้มราคา ค่าตัวเบาสุดแล้วในตลาด

รถยนต์ในระดับ C-segment รุ่นที่เป็นขวัญใจมหาชนอย่างยาวนาน มาตั้งแต่ปี 2509 ถ้านับแล้วล่าสุดนี้เป็นเจนเนอนเรชั่นที่ 12 ซึ่งเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Toyota Corolla Altis 2019 โดยครั้งนี้หลังจากเปิดตัวได้ราวเดือนนึง ทางโตโยต้าได้จัดให้สื่อมวลชนได้มีโอกาสทดลองขับ ในรุ่นท้อปสุดที่น่าจะเป็นเรือธงนั่นคือ Toyota Altis Hybrid 2019 บนเส้นทางสภาวะบนถนนจริง กทม-พัทยา

ณ ตอนนี้ถ้าหันไปมองจะพบว่า ตลาดกลุ่มนี้เหลือผู้เล่นน้อยลง นับรวมแล้วมีเพียง 3 รายเท่านั้น ซึ่งแต่ละค่ายต่างงัดอาวุธเด็ดเข้าสู้ ส่วนโตโยต้า อัลติส ใหม่ นอกจากเป็นโมเดลใหม่แล้ว เครื่องยนต์ยังเพิ่มทางเลือกเข้ากับยุคสมัยในแบบ Hybrid ถ้าเปรียบเทียบกับตัวถังเดิมในรุ่นท้อปเหมือนกัน ราคาจะเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่พันบาท ซึ่งสามารถจับต้องกันได้ในราคาเพียง 1,099,000 บาท

สำหรับ Toyota Altis 2019 ใหม่ ถือเป็นรุ่นน้องลำดับที่ 3 ที่เข้าสู่ยุคใหม่ของโดยโยต้า โดยใช้เทคโนโลยี TNGA ที่สร้างชื่อให้กับโตโยต้ายุคใหม่มาแล้ว 2 รุ่น นั่นคือ C-HR และ Camry ซึ่งหากใครได้สัมผัสทั้งสองตัวนั้นมาก่อน จะเข้าใจเป็นอย่างดีว่า TNGA ช่วยทำให้โตโยต้าขับได้สนุก และดีขึ้นเป็นอย่างมาก

ภายนอก Toyota Altis Hybrid ใหม่มาเต็ม คู่แข่งก็ต้องท้อปด้วย

ไฟหน้าเป็นแบบ LED โปรเจ๊คเตอร์ พร้อมระบบเปิด – ปิดอัตโนมัติ รวมไปถึงไฟ Daytime Running Light แบบ LED อยู่ในโคม ส่วนด้านท้าย ไฟท้ายเป็นแบบใหม่ LED เช่นกัน โดยในรุ่นไฮบริดจะแซมด้วยสีฟ้า ตั้งแต่โลโก้ที่หน้ากระจัง เส้นข้าง ไปจนถึงโคมไฟท้าย มาพร้อมกับล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 17 นิ้ว

มิติตัวถัง

ความยาว   มม. 4,630
ความกว้าง   มม. 1,780
ความสูง   มม. 1,455
ระยะต่ำสุดถึงพื้น   มม. 155
ระยะฐานล้อ   มม. 2,700
รัศมีวงเลี้ยว   มม. 5.4

ห้องโดยสารกว้าง ยัดออปชั่นมาเต็ม

ในส่วนของห้องโดยสาร ถูกออกแบบให้มีความนุ่มนวลหรูหราขึ้น ด้วยผิวสัมผัสทั้งคอนโซล และแผงประตูข้างที่ดูนุ่มนวล ไม่ใช่พลาสติกเพียวๆ wireless charger ถูกนำมาติดตั้งเทียบเคียงรถหรูราคาแพง นอกจากมาตรวัดตรงกลางที่เป็นแบบใหม่ทันสมัย TFT แล้ว อัลติส ไฮบริด ใหม่ยังให้ฟังก์ชั่น Head up Display แสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้ามาให้ด้วย

ระบบเบรกมือแบบไฟฟ้า พร้อม auto hold brake ติดตั้งมาให้ด้วย แม้กระทั่งระบบ nanoe ที่ช่วยกรองอากาศภายในห้องโดยสารก็ถูกติดตั้งมาให้ โดยระบบเอนเตอร์เทนเม้นท์ ติดตั้งมาด้วยหน้าจอขนาด 8 นิ้ว บนกลางคอนโซล ซึ่งใช้งานง่ายขึ้น เนื่องจากมีระบบ Apple CarPlay มาให้ รวมถึงการเชื่อมต่อ T-Connect จากโตโยต้าผ่านแอปพลิเคชั่น สามารถปล่อยไวไฟมาให้ใช้งานกันด้วย

สำหรับแบตเตอรี่ ไฮบริด ถูกออกแบบให้ติดตั้งอยู่ใต้เบาะนั่งผู้โดยสารตอนหลัง จึงไม่เปลืองเนื้อที่ในห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย และง่ายต่อการระบายความร้อน โดยที่ผู้โดยสารหลังไม่ต้องรับความรู้สึกถึงลมระบายความร้อนเช่นรุ่นก่อนๆ

เครื่อง Hybrid ขนาดไม่ใหญ่ไม่โต 1.8 ลิตร

เครื่องยนต์แบบ Atkinson บล็อก 2ZR-FXE ขนาด 1.8 ลิตร DOHC 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 98 แรงม้าที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 142 นิวตัน-เมตรที่ 3,600 รอบ/นาที

ผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นเทคโนโลยีไฮบริดเจนเนอเรชั่นที่ 4 ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ E-CVT โดยโตโยต้าเคลมตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองไว้ที่ 23.3 กม./ลิตร

ความปลอดภัยใส่มาแบบไม่กั๊ก

  • Black Guide Monitor กล้องมองภาพขณะถอย
  • Rear Cross Traffic Alert ระบบช่วยเตือนขณะถอยหลัง
  • Hill Start Asist Control ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน
  • Blind Spot Monitor ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา
  • Back Sonar สัญญาณเตือนกะระยะด้านหลัง
  • Tire Pressure Monitoring System ระบบแจ้งเตือนเมื่อลมยางมีความผิดปกติ
  • Traction Control ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี
  • Vehicle Stability Control ระบบควบคุมการทรงตัว
  • ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (มีให้ทุกรุ่น)
  • Dynamic Radar Cruise Control ระบบควบคุมความเร็วตามคันหน้า ตั้งแต่จุดหยุดนิ่ง
  • Lane Tracing Assist ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน

ลองขับเลยแล้วกัน

  • วอร์มด้วยสเต็ปเบาๆ เพื่อให้คุ้นชินกับรถ โดยโตโยต้า จัดให้ลองระบบ และสมรรถนะในสนามทดสอบ Toyota Driving Experience Park เริ่มตั้งแต่สลาลอมช้าๆ เพื่อจับความรู้สึกของน้ำหนักพวงมาลัยที่คอนโทรลง่าย เบามือ จากนั้นต่อกันด้วย Lane Change ที่ความเร็ว 60 กม./ชม.ก็ทำได้มั่นใจ รวมไปถึงการเบรกแบบค่อยๆ ให้น้ำหนัก ซึ่งมีการกระจายแรงควบคุมง่าย ความรู้สึกของแป้นเบรกแทบไม่ต่างจากเบรกที่ใช้หม้อลม เนื่องจากการใช้เซนเซอร์จำนวนมากมาคำนวนการลงน้ำหนักเบรก
  • บนทางขรุขระในสนามทดสอบถือว่าซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีกว่ารุ่นเดิม ให้ความรู้สึกไปในทางนุ่มละมุนมากกว่า และยังให้ทดสอบระบบขับตามคันหน้าอัตโนมัติ ซึ่งก็ใช้งานง่าย แบบเดียวกับเปิดใช้ครูสคอนโทรล ขับตาม และหยุดเองอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำอย่างนุ่มนวลพอสมควร
  • เมื่อออกถนนจริง ช่วงล่างให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลมากกว่ารุ่นเดิมอย่างชัดเจน น่าจะถูกใจคนส่วนใหญ่ เพราะนั่งนุ่ม สบาย ตัวรถมีอาการโยนไม่มาก แต่ไม่ถึงกับกระชับ ออกแนวนุ่มอย่างที่บอก เบาะนั่งปรับไฟฟ้าได้ทั้งคนขับ และคนนั่งปรับได้เยอะดี ไม่กั๊กออปชั่น
  • เสียงลมปะทะจากด้านหน้าทำได้ดีทีเดียว แต่ด้านข้าง และจากด้านล่างยังมีให้ได้ยินอยู่ตั้งแต่ความเร็วช่วง 100 กม./ชม.ขึ้นไป พวงมาลัยไม่ถึงกับคมนัก แต่ก็ไม่ช้าจนเลี้ยวไม่ตามสั่ง ออกแนวกลางๆ ความเร็วสูงยังมั่นใจได้
  • อัตราเร่งแม้ไม่จี๊ดจ๊าด แต่ก็สมน้ำสมเนื้อเมื่อดูจากสเป็กที่ให้มา ช่วงเร่งแซงยังมีให้ลุ้นอยู่บ้างสำหรับคนที่ชอบขับเร็ว แต่โดยทั่วไปถ้าเป็นคนที่ขับรถเร็วประมาณนึง ถือว่าทำได้โอเคแล้ว แต่ความเร็วจะถูกตอนไว้ที่ 170 กม./ชม. ตรงนี้หาวิธีปลดล็อกกันเอง
  • โดยสรุปถ้าขับเร็วแบบไม่ใจร้อนนัก เจ้าอัลติส ไฮบริด ใหม่นี้ กดไปได้เรื่อยๆ เอาเป็นว่าตอนที่ออกจากบางนา วิ่งผ่านฉะเชิงเทรา ไปออกบายพาธมุ่งสู่พัทยา เจอการจราจรทุกรสชาติ ทั้งติดไฟแดง ทั้งรถติด และขับเร็ว รถทดสอบทั้งหมด 10 คันยังทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยกันราว 19 กม./ลิตร (หมายความความต่ำสุดทำได้ 17 กม./ลิตร และสูงสุดทำได้ 20 กม./ลิตร) ประหยัดแบบนี้ไม่ถูกใจยังไงไหว

ราคาจำหน่าย Toyota Altis 2019 ใหม่

รุ่นไฮบริด

Hybrid High                                    1,099,000 บาท
Hybrid Mid                                        989,000 บาท
Hybrid Entry                                     939,000 บาท

รุ่นเบนซิน

1.8 GR-Sport                                     999,000 บาท
1.6 G                                                   869,000 บาท
Limo                                                  829,000 บาท


ตารางราคารถยนต์ล่าสุด

AUDI | Aston Martin | BMW | Chevrolet | CITROEN |  DFSKFerrari | Honda (ฮอนด้า) |


คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ (เขียนบอกเราหน่อยนะ)