Test Drive New NISSAN March @ Combodia


Test Drive New NISSAN March
Eco Car รถเล็กๆ ความจุกระบอกสูบไม่เกิน 1,300 ซีซี. มีความประหยัดเป็นที่ตั้ง NISSAN March สามารถตอบโจทย์ได้ตั้งแต่รุ่นเดิม แต่บทพิสูจน์หน้าใหม่ของ ECO Car ในปี 2013 ต้องปรับเปลี่ยนแนวให้ “ขับไกลอย่างที่ใจต้องการ” บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงไม่รอช้าเชิญสื่อมวลชน ร่วมขบวน คาราวาน New NISSAN March ท้าพิสูจน์คุณภาพ ขับง่าย ขับไกล บนเส้นทางตราด – พนม บอกอร์ ประเทศกัมพูชา เพื่อคลายข้อสงสัยของผู้บริโภค

อย่างที่ทราบกับว่า NISSAN March & Almera มีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของตลาด ECO Car ในเมืองไทย เพื่อยังคงยอดขายนี้ไว้ได้ในปีนี้ ทางนิสสันใช้กลยุทธ์การเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้า ด้วยเปิดตัว New NISSAN March และการจัดกิจกรรมตลอดทั้งปี โดยเริ่มจากโชว์สมรรถนะขับบนเส้นทาง ตราด – พนม บอกอร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในการจัดคาราวาน Eco Car ขับข้ามประเทศเพื่อตอกย้ำคุณภาพ และสมรรถนะที่เกินตัว ขับง่าย ขับสนุกไปได้ทุกที่ ในกิจกรรมครั้งนี้เลือกใช้ New NISSAN March พร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร แบบ 3 สูบ รหัส HR12DE ระบบเกียร์แปรผันอัจฉริยะ XTRONIC CVT ทั้งหมด 10 คันในการเดินทาง แต่ก่อนจะออกเดินทาง มาดูความเปลี่ยนแปลงของตัวรถ New March ก่อน ภายนอกสอดแทรกความมีมิติและความทันสมัยผ่านกระจังหน้าแบบ V-shape สร้างความโดดเด่นมากขึ้น กันชนหน้า-หลังออกแบบใหม่เพื่อเพิ่มมิติให้กับตัวรถ พร้อมไฟตัดหมอก ไฟหน้าแบบทูโทนและโครเมียม ภายในโคมเติมความหรูหรา ไฟท้ายและไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED และล้ออัลลอยลายใหม่ 15 นิ้ว ซึ่งความงามของไฟท้าย LED เป็นคำถามที่ผู้ใช้ March รุ่นก่อนหน้าต้องการเปลี่ยนใส่ให้เหมือนรุ่นใหม่มาก ที่จริงแล้วนำมาใส่กันได้นะครับแต่ต้องเปลี่ยนกันชนตามไปด้วยครับ
ความโดดเด่นอีกส่วน คือ ภายในใหม่ปรับเป็นสีเบจ (เฉพาะรุ่น V และ VL) และวัสดุเบาะที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น สอดรับความหรูหราของแผงคอนโซลหน้าสีดำ Piano Black ส่วนรุ่น E ยังคงสีภายในสีดำและวัสดุที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นเช่นกัน ส่วนแผงแสดงผลหน้าจอล้อมกรอบด้วยโครเมี่ยม เพิ่มสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย และช่องเชื่อมต่อ USB ที่ใต้ช่องเก็บของด้านผู้โดยสารตอนหน้า พื้นที่เก็บสัมภาระจุของได้ถึง 251 ลิตร เติมไฟในห้องเก็บสัมภาระ และเบาะหลังปรับแยกพับได้ 60:40 ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ กระจายความเย็นให้ผู้โดยสารได้ทั้งคัน นอกจากนี้ยังคงจุดเด่นเรื่องความคล่องตัวทุกการขับขี่ ทัศนวิสัยดีเยี่ยม และรัศมีวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 4.5 เมตร ปล่อยไอเสียต่ำ ประหยัดน้ำมัน ขับง่าย จอดง่ายสะดวกทุกการเดินทาง พร้อมฟังก์ชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กุญแจอัจฉริยะ ระบบป้องกันภัยโจรกรรมรถยนต์ Immobilizer กระจกมองข้างพับเก็บอัตโนมัติ เมื่อล็อครถ เซ็นเซอร์กะระยะถอยหลัง 4 จุดและมาตรวัดอัจฉริยะ ที่สำคัญด้านความปลอดภัยมีโครงสร้าง Zone Body Concept ดีไซน์พิเศษให้รองรับแรงกระแทกจากการชน พร้อมกับถุงลม SRS คู่หน้า และระบบเบรก ABS EBD BA ตั้งแต่รุ่น E เป็นต้นไปครับ

เมื่อทุกอย่างพร้อม คุณภัทรินทร์ อรรคภัทร Vice President Public Relations, Corporate Social Responsibility and Internal Communications บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด มากล่าวต้อนรับพร้อมร่วมเดินทางไปกับคาราวานในครั้งนี้ด้วย ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นที่จังหวัดตราดเดินทางไปที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองคลองใหญ่ เพื่อขับข้ามแดนไปยังฝั่งประเทศกัมพูชาในระยะทางประมาณ 40 กม. ข้ามไปยังเกาะกงในการเดินทางช่วงแรกเป็นเส้นทางที่ขับได้ไม่ยากดื่มด่ำกับบรรยากาศใหม่ๆ เพราะว่าเพียงคุณข้ามประเทศมาเพียง 50 กม. ท้องฟ้าและความรู้สึกก็จะเปลี่ยนทันที ความประทับใจแรกของการเดินทางที่คุณสามารถมองผ่านกระจกบานหน้าที่กว้างมาก แม้ตัวรถจะมีขนาดเล็กก็ตาม สิ่งแรกที่ผมได้เห็น คือ สะพานที่ทอดยาว ข้ามผ่านแม่น้ำสีฟ้าที่สะท้อนแสงแดดเป็นระยิบระยับ พร้อมทั้งเมฆสีขาวที่ลอยต่ำตัดกับสีของท้องฟ้า ได้สีที่นวลตา มี New March อยู่ข้างหน้าเป็นองค์ประกอบภาพสร้างความประทับแบบสุดบรรยาย ผ่านไปอีกเล็กน้อยถึงอำเภอกังปงโสม เส้นทางเริ่มที่จะเป็นหลุมเป็นบ่อ ที่หนักกว่านั้นยังทำถนนไม่เสร็จ แถมด้วยดินสีแดงๆ ที่เป็นโคลนจากฝนที่ตกหนัก ทำให้ช็อคอัพของ New March ได้โชว์ประสิทธิภาพการซับแรงกระแทกแบบหนักหน่วงในการขับขี่ ซึ่งทำได้ดีซะด้วย นอกจากจะพาคาราวานผ่านอุปสรรคออกมาได้ครบทุกคันแล้ว ยังไม่ทำให้ผู้โดยสารในรถในรถท่านใดเกิดอาการจุก หรือเจ็บจากการลงหลุมอย่างหนัก ไม่นานก็ผ่านไปครึ่งทางแวะรับประทานอาหารกลางวันสักนิดก่อนจะเดินทางต่อ

ในช่วงบ่ายเป็นช่วงไฮไลท์ของทริปเลย เพราะเมื่อเราออกเดินทางกันต่อจะเป็นเส้นทางหลักที่ใช้ขนส่งสินค้า และเป็นเส้นทางในวิถีชีวิตของคนกัมพูชา ทำให้มีรถมากทั้งรถบรรทุกขนาดใหญ่ รถขนสินค้าการเกษตร รถจักรยานยนต์มากมายเต็มไปหมด และถนนที่ใช้ในการเดินทางยังเป็น 2 เลนไร้ขอบถนน จึงเป็นบทพิสูจน์เครื่องยนต์แบบ 3 สูบ พร้อมแรงม้าอีก 79 แรงม้า ว่าจะมีสมรรถนะมากขนาดไหน แต่สิ่งที่ผมได้เห็น คือ New March หลากสีไล่แซงรถท้องถิ่นเป็นขบวนต่อเนื่องกันไปอย่างงดงาม และสิ่งที่ผมได้สัมผัส คือ อัตราเร่งที่ไม่ได้มากมายแบบรถสปอร์ต แต่สมรรถนะที่มีอยู่ก็เพียงพอที่จะใช้งานในชีวิตประจำวันของคุณ และการเดินทางไกลๆ แบบนี้ ต่อมาเป็นไฮไลท์ที่สุดขั้วของการเดินทางครั้งนี้ คือ ขึ้นเขาไปยังอุทยานแห่งชาติพนม บอกอร์ แม้จะเป็นระยะเพียง 30 กม. แต่ทางโค้ง ขึ้นเขา ที่มีความคดเคี้ยว ลาดชัน และอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 1,000 ฟุตนั้น คือ อุปสรรคอันใหญ่หลวงของรถซีซี. น้อยๆ เพราะก่อนที่จะขับขึ้นไปบนยอดเขา ผมได้ยืนมองจุดที่เรากำลังจะขึ้นไป ภาพที่เห็น คือ ยอดเขาถูกปกคลุมด้วยเมฆ ช่างเป็นหน่วยวัดความสูงชันของภูเขาได้ดีจริงๆ คราวนี้แหละแรงบิด 106 นิวตัน-เมตรจะได้โชว์พลังแน่นอนครับ ขับไปครึ่งทางยิ่งชันขึ้นเรื่อยๆ วิ่งผ่านเมฆสลับไปมาก้อนแล้วก้อนเล่า New March ก็ไม่มีอาการแจ้งว่าจะขึ้นไม่ไหวแต่อย่างใด จนมาถึงจุดหมายที่คาราวานวางไว้ คือ ยอดสูงสุดของภูเขา เพื่อนำ New March มาถ่ายรูปคู่กับก้อนเมฆ ก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนบนคาสิโนสุดหรู รวมระยะทางทั้งสิ้นกว่า 340 กม. ในวันแรก

วันที่ 2 ของการเดินทาง คาราวานจะต้องย้อนกลับทางเก่า แต่ช่วง 30 กม. แรกอารมณ์เปลี่ยนจากเมื่อวานทันที เพราะเป็นการลงเขาอย่างรวดเร็ว คราวนี้เป็นหน้าที่ของระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สัน สตรัท และด้านหลังแบบทอร์ชั่น บีม ที่จะเข้ามาช่วยให้เราสามารถเข้าโค้งไปได้อย่างง่ายดาย แต่ผมมีเคล็ดลับเพิ่มให้เล็กน้อยเวลาที่ลงเขาอย่างรวดเร็วแบบนี้ ให้กดปุ่ม “S” ที่ข้างหัวเกียร์ พอกดแล้วจะมีคำว่า “Sport” ขึ้นมาแสดงที่เรือนไมล์ เมื่อโหมดนี้ทำงานเวลาคุณขับลงเขาจะมีแรงหน่วงจากเครื่องยนต์ (Engine Brake) ทำให้การเข้าโค้งต่างๆ เวลาลงเขาปลอดภัยมากขึ้น ควบคุมพวงมาลัยง่ายขึ้น ไม่ต้องใช้เบรกเยอะ เพราะการใช้เบรกในการลงเขามากๆ ทำให้เกิดความร้อนสะสมเบรกมาก อาจทำให้เบรกไม่อยู่ได้ครับ
พอคาราวานลงสู่พื้นราบก็เริ่มเพิ่มความเร็วขึ้น ลัดเลาะไล่แซงรถท้องถิ่นไปเรื่อยๆ เป็นเม็ดลูกกวาดหลากสีที่ไหลตามกันอย่างสวยงาม ในการเดินทางครั้งนี้ แม้จะเป็นคาราวาน ECO Car แต่ไม่มีรูปแบบการเดินทางขับช้า 60 – 70 กม./ชม. ในสไตล์ขับประหยัดน้ำมันแม้แต่น้อย ยืนพื้นความเร็วเฉลี่ยในการเดินทางที่ 100 กม./ชม. บ้าง ช่วงใช้ความเร็วที่ 140 กม./ชม. เพราะเรื่องความประหยัดของ New March สอบผ่านไปตั้งแต่รุ่นที่แล้วเรียบร้อย เนื่องจาก New March ยังคงใช้เครื่องยนต์และระบบส่งกำลังเหมือนเดิมกับรุ่นที่แล้ว แต่ที่ต้องยกให้ว่าทำได้ดี คือ ภายในที่ใช้โทนสีสว่างตา ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกสบาย ไม่อึดอัด ส่วนอุปกรณ์ที่เพิ่มมาให้ ก็เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้นด้วยครับ จากนั้นไม่กี่อึดใจก็กลับเข้าเมืองไทยโดยสวัสดิภาพทุกคันครับ
สุดท้ายขอบคุณ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้ iAMCAR VARIETY e-MAGAZINE & www.iamcar.net ได้ร่วมเดินทางไปเปิดโลกทัศน์ใบใหม่ในเส้นทางต่างแดนแสนงดงาม พร้อมกับ ECO Car ดีๆ ที่มีให้มากกว่าคำว่า “คุ้ม” เพราะใน New NISSAN March ต้องเติมคำว่า “ครบ” เข้าไปด้วยครับ
