รีวิว All New Ford Everest ( ออล นิว ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ) ทดลองขับใช้ชีวิตในจังหวัดเชียงราย

ต้องยอมรับว่า ณ วันนี้ ตลาดรถยนต์กลุ่มของรถอเนกประสงค์ในเมืองไทยกำลังมีการแข่งขันกันอย่างร้อนระอุ และดุเดือดมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะช่วงกลางๆ ถึงปลายปีนี้ ที่แต่ละค่ายต่างก็พยายามเข็นรถอเนกประสงค์ในค่ายตัวเองออกสู่ตลาด เพื่อตัดแบ่งก้อนเค้กชิ้นสำคัญที่เรียกว่า “ส่วนแบ่งตลาด” และ Ford ก็เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ร่วมศึกใหญ่ในครั้งนี้ ด้วยการเข็นเอาไม้ตายใหม่ล่าสุดอย่าง All New Ford Everest ” ออล นิว ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ” ที่อัดแน่นด้วยความสดใหม่ออกมาลงสนามเช่นกัน

 

 

All New Ford Everest

นับเป็นยนตรกรรมอเนกประสงค์ที่ต้องยอมรับว่าแตกต่างจากโฉมก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก เส้นสายและงานดีไซน์ตัวถังจากโมเดลที่แล้วถูกโยนทิ้งแบบไม่เหลือเค้า เพื่อให้ก้าวขึ้นสู่ความเป็นรถอเนกประสงค์ระดับหรูหราอย่างเต็มขีดขั้น บนพื้นฐานของมิติตัวถังยาว x กว้าง x สูงที่ 4,893 x 1,862 x 1,836 มม. พร้อมการวางระยะความยาวฐานล้อเอาไว้ที่ 2,850 มม. ตามด้วยการกำหนดความกว้างแทรคล้อหน้า และหลังเอาไว้ที่ 1,560 และ 1,565 มม. โดยมีขุมพลังให้เลือกเพียง 2 บล็อคสำหรับตลาดเมืองไทย คือ 2.2 ลิตร และ 3.2 ลิตร ที่มีจุดแตกต่างกันไปในเรื่องของออพชั่น

 

สำหรับคันที่อยู่กับ iAMCAR นี้ คือรุ่นท็อปสุด Titanuim+ ของ All New Ford Everest ” ออล นิว ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ” ที่ครบเครื่องด้วยอุปกรณ์ออพชั่นมากมายๆ และเหนืออื่นใดก็คือความสะดวกสบายที่เกิดขึ้นจากพาหนะคู่กาย iAMCAR แม้เชียงรายในวันนี้จะยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ด้วยความสามารถของ ของ All New Ford Everest ” ออล นิว ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ” ที่อยู่กับเรา ก็ได้มอบโอกาสที่จะทำให้เราได้มองเห็นจังหวัดเชียงรายในมุมต่างออกไปเด่นชัดยิ่งขึ้น ด้วยความสามารถที่เหนือการคาดเดา ตั้งแต่ความสามารถในการสะกดสายตา ซึ่งเกิดขึ้นเป็นอย่างแรกทันทีที่เราขับเคลื่อนเจ้ายักษ์คันโต

โดดเด่นด้วย Daytime Runing Lights

 การกลับมาของ All New Ford Everest “ออล นิว ฟอร์ด เอเวอเรสต์” ในครั้งนี้ คือ การพลิกโฉมครั้งสำคัญจากอดีตที่ยังก้ำกึ่งระหว่างการเป็นรถอนเกประสงค์ที่มีพื้นฐานมาจากรถปิคอัพ สู่การเป็นรถยนต์นั่งอเนกประสงค์เต็มรูปแบบ ตั้งแต่งานดีไซน์ภายนอกที่หรูหรามากขึ้น ด้วยรายละเอียดต่างๆ โดยเฉพาะในรุ่นท็อปที่เพิ่มเติมขึ้นมาจากรุ่นปกติ เช่น มือจับเปิดประตูภายนอก และกระจกมองข้างที่เป็นแบบโครเมี่ยม, ชุดไฟหน้าแบบโปรเจ็คเตอร์ HID แบบปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ พร้อมด้วยที่ฉีดน้ำทำความสะอาด และไฟ Daytime Runing Lights แบบ LED, ระบบไล่ฝ้ากระจกมองข้าง, ไฟส่องสว่างข้างตัวรถ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยยกระดับในเรื่องของความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น อีกทั้งในรุ่นนี้ยังติดตั้งหลังคาแบบ Panoramic Moonroof แบบปรับไฟฟ้ามาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อตอกย้ำถึงความหรูหรามากยิ่งขึ้น

 

ภายในห้องโดยสาร

ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง อัดแน่นด้วยออฟชั่นอำนวยความสะดวกเต็มพิกัด โดยสิ่งที่รุ่นท็อปสุดเพิ่มเติมมาให้นอกเหนือจากรุ่นอื่นๆ ก็คือ กระจกไฟฟ้าหน้า – หลัง พร้อมระบบเปิด – ปิดแบบ One Touch, เบาะนั่งผู้โดยสารตอนหน้าที่สามารถปรับไฟฟ้าได้ถึง 8 ทิศทาง, เบาะนั่งแถวที่ 3 กับการปรับพับแบบ 50:50 หรือพับราบเรียบได้ด้วยระบบไฟฟ้า, ประคูบานท้ายเปิด – ปิดด้วยระบบไฟฟ้า, ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ, ไฟตกแต่งห้องโดยสารที่เปลี่ยนอรรถรสได้ถึง 7 โทนสี, ชายบันไดสแตนเลสแบบ LED, แผงบังแดดคู่หน้าแบบปรับระยะได้ พร้อมด้วยกระจก และไฟส่องสว่าง และช่องเสียบต่อปลั๊กไฟบ้าน AC 230V

 

ขุมพลัง

สำหรับในส่วนของขุมพลังนั้น All New Ford Everest “ออล นิว ฟอร์ด เอเวอเรสต์” คันที่อยู่กับ iAMCAR นี้เป็นเครื่องยนต์พิกัด 3.2 ลิตร ดีเซล TDCi แบบ 5 สูบ พ่วงรบบอัดอากาศแบบแปรผัน ที่ส่งมอบพละกำลังอย่างสะใจที่ 200 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 470 นิวตันเมตร ซึ่งมีชุดเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ทำหน้าที่ถ่ายทอดพละกำลังลงสู่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่ง All New Ford Everest ได้มาพร้อมกับขีดความสามารถในการขับเคลื่อนที่มากขึ้นอีกระดับด้วยการติดตั้งระบบ i4WD Terrian Management System สำหรับการปรับโหมดขับเคลื่อนให้เหมาะสมกับทุกสภาพถนน ไม่ว่าจะเป็นพื้นถนนทั่วไป, พื้นทราย, พื้นขรุขระ ตลอดจนพื้นโคลนหรือหิมะ และระบบล็อคเฟืองท้ายแบบอิเล็กทรอนิกส์, ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน Hill Descent Control with Adaptive Speed มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน อีกทั้งยังมีระยะความสูงใต้ท้องรถที่กำหนดเอาไว้ที่ 225 มม. รวมถึงมุมไต่ด้านหน้า 29 องศา มุมจาก 25 องศา และมุมคร่อมอีก 21 องศา ตลอดจนการลุยน้ำที่สูงได้ถึง 800 มม. ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ช่วยให้เพิ่มขีดความสามารถของการขับเคลื่อนได้มากขึ้นอย่างแท้จริง

ระบบช่วงล่าง

ทั้งยังรวมถึงระบบช่วงล่างที่ได้พัฒนาขึ้นใหม่ โดยเฉพาะในด้านหลังแบบคอยล์สปริง พร้อมวัตต์ลิงค์ ที่ช่วยบังคับให้หน้ายางยังคงสัมผัสพื้นถนนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สร้างสมรรถนะการยึดเกาะถนน การทรงตัวที่เป็นเยี่ยมในขณะเข้าโค้ง นอกจากนี้ยังเพิ่มความง่ายดายในการใช้งานขึ้นด้วยอุปกรณ์ความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกสบาย เช่น ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ Active Park Assist ที่จะทำให้การจอดเทียบข้างเป็นเรื่องง่ายขึ้น, เทคโนโลยีการตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation ซึ่งฉลาดล้ำด้วยการติดตั้งไมโครโฟนไวเสียง 3 ตัวเพื่อดักจับ วัดระดับเสียง ก่อนจะปล่อยคลื่นเสียงออกมาหักล้างกับเสียงเครื่องยนต์ และภายนอก เพื่อคงความเงียบภายในห้องโดยสาร และสิ่งที่ผมชอบมากที่สุดก็คือ ระบบพวงมาลัยเพาเวอร์แบบช่วยผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า EPAS ที่แปรผันน้ำหนักได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งในความเร็วต่ำน้ำหนักจะเบาราวกับรถเล็ก และให้ความคล่องตัวได้สูง ลดข้อจำกัดของความเป็นรถขนาดใหญ่ได้ดีอย่างคาดไม่ถึง ในขณะเดียวกันเมื่อใช้ความเร็วสูงก็ยังให้ความมั่นใจได้ดีจากน้ำหนักพวงมาลัยที่แปรผันให้หน่วงหนักขึ้นตามความเร็วเช่นกัน

 

ระบบความปลอดภัย

สำหรับระบบความปลอดภัยเรียกได้ว่าจัดเต็มแบบครบเครื่อง เช่น ถุงลมนิรภัย 7 จุด, ระบบเซ็นเซอร์สำหรับตรวจจับรถขณะออกจากซอง Cross Traffic Alert, ระบบลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ Rollover Mitigation ซึ่งจะทำหน้าที่ตรวจจับ และคำนวณว่ารถมีโอกาสจะพลิกคว่ำหรือไม่ และจะสั่งเบรก หรือลดแรงบิดของเครื่องยนต์โดยอัตโนมัติเมื่อเกิดความเสี่ยงขึ้น ทั้งยังมีระบบป้องกันล้อหมุนฟรี Traction Control เพื่อควบคุมแรงบิดที่ส่งไปยังล้อ เพื่อให้เกิดเสถียรภาพการขับขี่ที่ดีขึ้น, มีระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Electronic Stability Program และระบบตรวจจับรถในจุดอับสายตา Blind Spot Information System ซึ่งจะคอยส่งสัญญาณไฟเตือนที่บริเวณกระจกมองข้าง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

 

ความอัจฉริยะจากเทคโนโลยี

ซึ่งด้วยความอัจฉริยะจากเทคโนโลยีที่ติดตั้งเข้ามาเพื่อช่วยยกระดับขีดความสามารถของ All New Ford Everest 3.2 Titanium+ 4×4 นี้เองที่ทำให้ ทีมงาน I Am Car ใช้ชีวิตในจังหวัดเชียงรายได้อย่างสะดวกสบาย และสามารถเห็นเชียงรายในอีกมุมที่แตกต่างได้สะดวก และง่ายยิ่งขึ้น อันเป็นที่มาของเรื่องราวการทดลองขับขี่ ที่อยู่ในบรรทัดถัดจากย่อหน้านี้

 

เชียงราย ณ วันนี้ยังคงเหมือนเมื่อวันวาน เพียงแต่ครั้งนี้เรามีโอกาสมากขึ้น อันเกิดจากความสามารถของ All New Ford Everest3.2 Titanium+ 4×4 ที่เอื้ออำนวยให้เราได้เห็นและสัมผัสธรรมชาติ ไปพร้อมกับความเรียบง่ายในวิถีชนบท ซึ่งน้อยครั้งนักที่เราจะได้เจอบรรยากาศเช่นนี้ เพราะส่วนใหญ่เราคงใช้ชีวิตแค่ในเมืองเป็นหลัก เนื่องจากยานพาหนะไม่เอื้ออำนวย แต่กับ ALL – NEW EVEREST 3.2 Titanium+ 4×4 ที่ควบกันมาตลอดทั้งวัน จนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ประกอบกับขีดความสามารถของการเป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่พรั่งพร้อมด้วยเทคโนโลยี เพื่อยกระดับสมรรถนะขึ้น ทำให้วันนี้เรารู้สึกมั่นใจที่จะหันหลังให้กระแสสังคมในเมืองใหญ่ และบ่ายหน้าเข้าหาธรรมชาติอันสวยงามที่กำลังรอคอยการค้นหา

 

ระบบพวงมาลัย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนจะหลีกหนีความวุ่นวายในสังคมเมือง เราคงต้องขอเรียกพลังด้วยกาแฟรสชาติจัดจ้าน คมเข้ม จากร้านดังในเมืองสักเล็กน้อย เพราะใจหนึ่งก็อย่างซดกาแฟอร่อยๆ อีกใจหนึ่งก็อยากลองของใหม่จากระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ แบบช่วยผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า EPAS ซึ่งจากความคิดเห็นส่วนตัวของเราบอกได้เลยว่า ความคล่องตัวที่เกิดขึ้นจากน้ำหนักพวงมาลัยไฟฟ้า ทำหน้าที่ราวกับลดขนาดให้กลายเป็น Fiesta แทบจะในทันที เพราะในตรอกซอกซอย ตลอดจนการถอยจอดเข้าซอง หรือจอดเทียบข้างถนนก็ตาม ค่อนข้างให้ความสะดวกสบายได้อย่างน่าประทับใจ ทั้งจากพวงมาลัยช่วยให้คล่องตัว เบาแรง ตลอดจนระบบช่วยจอด Active Park Assist ที่ติดตั้งมานั้น ประกอบการตอบสนองของเครื่องยนต์ที่มีแรงบิดสูงในรอบต่ำ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ช่วยให้การใช้ชีวิตในเมืองด้วยรถอเนกประสงค์คันใหญ่กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

 

มุ่งหน้าออกนอกเมือง

หลังจากจัดการกับกาแฟแสนอร่อยจนสิ้นซาก ก็ถึงเวลาฤกษ์งามยามดีที่แดดส่องแสงรำไร ลอดเมฆครึ้มในช่วงสายของวัน ราวกับธรรมชาติส่งสัญญาณเรียกร้องให้ออกนอกกรอบชีวิต ฉะนั้นเราจึงไม่รอช้าที่จะคว้ากุญแจสตาร์ทอีกครั้ง มุ่งหน้าออกนอกเมืองลึกเข้าไปในย่านที่น้อยวิวัฒนาการจากมือมนุษย์ สู่แหล่งอารยชนที่อุดมด้วยมันสมอง และสองมือจากวิถีชาวบ้าน อันเป็นสิ่งที่สมองของเราจินตนาการเอาไว้ ในขณะที่เท้าก็บดคันเร่งลงไปเรื่อยๆ ท่ามกลางความนุ่มนวลของช่วงล่างเพียบพร้อมด้วยความสามารถในการทรงตัว และการยึดเกาะถนน ตลอดจนความเงียบที่เกิดขึ้นเทคโนโลยีการตัดเสียงรบกวน ซึ่งทำเอาเราเพลินจนกดคันเร่งขยับสู่ระดับความเร็วที่สูงกว่าปกติโดยไม่รู้ตัว ฉะนั้นกับ All New Ford Everest ถ้าไม่ลำบากเกินไปควรชำเลืองมองดูมาตรวัดความเร็วสวยๆ หลังพวงมาลัยซักนิด เพราะมันทั้งขับเพลิน ขับสบาย และเงียบเหลือหลาย จนเรียกได้ว่าคุณสามารถใช้ความเร็วเกินกฏหมายกำหนดได้ง่ายเชียวแหละ

 

สู่ทางหลวงชนบท

เราลดความเร็วลงแล้วก็เดินทางต่อมาเรื่อยๆ เข้าสู่ทางหลวงชนบทที่ต้นหญ้า 2 ข้างทาง เริ่มขยับเข้าใกล้รถเรามากขึ้น พร้อมกับถนนที่จากเคยเป็นลาดยาง สู่คอนกรีตสลับกับฝุ่นดินแดงๆ ในบางช่วง และในที่สุดมันก็กลายเป็นฝุ่นดินแดงๆ และต้นหญ้าข้างทางที่สูง และเข้าใกล้เราได้มากพอ หากเราจะเปิดกระจกเอื้อมมือไปสัมผัสมัน ซึ่งนั่นหมายถึงตอนนี้เราอยู่ในถนนชนบทเลนเดียวที่ต้องมุ่งตรงไปหาทางออกเบื้องหน้าเท่านั้น โดยไม่สามารถหันหลังย้อนกลับได้ (เพราะย้อนศร) เราเปิดกระจกรับโอโซนธรรมชาติจากพื้นดิน และทุ่งหญ้าเขียวขจีรอบๆ ตัว ไปพร้อมกับการการสัมผัสได้ถึงความชื้นในอากาศ ที่คงจะเกิดจากสายฝนที่กระหน่ำลงมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เพราะดินแดงบนถนนเบื้องหน้าเรามันมีสีเข้มจัด แต่เนื่องจาก All New Ford Everest “ออล นิว ฟอร์ด เอเวอเรสต์” คันนี้มากับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่สามารถกระจายแรงบิดอย่างเหมาะสมกับสภาพถนนอยู่แล้วนั้น กับสภาพพื้นดินแบบนี้คงไม่มีปัญหาเท่าไหร่ หรือหากเจออุปสรรคที่หนักหนามากไปกว่านี้

 

โหมดขับเคลื่อน i4WD Terrian Management System

ผมว่าโหมดขับเคลื่อน i4WD Terrian Management System ที่สามารถรองรับได้ตั้งแต่พื้นถนนทั่วไป, พื้นทราย, พื้นขรุขระ ตลอดจนพื้นโคลนหรือหิมะ ตลอดจนระบบล็อคเฟืองท้ายแบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่ติดตั้งมาให้นั้นก็คงไม่ปล่อยให้ผมต้องนอนหนาวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอย่างแน่นอน แต่ทันทีที่จอดนิ่งเพื่อออกไปสูดรับอากาศสดชื่นนอกรถ แล้วหันมองรอบๆ ตัวไม่พบใคร นอกจาก All New Ford Everest , ตัวผม และพื้นที่สีเขียวขนาดมหาศาลรอบๆ ตัวแค่นั้น ผมว่าบางทีการเปลี่ยนไปใช้โหมดสำหรับวิ่งบนพื้นโคลนหรือหิมะก็น่าจะดีขึ้น เพราะผมเองก็ยังไม่รู้จะเจออะไรกับเบื้องหน้า

 

โหมดขับเคลื่อนสำหรับโคลนหรือหิมะ

All New Ford Everest “ออล นิว ฟอร์ด เอเวอเรสต์” ที่อยู่ภายใต้การบังคับควบคุมของผมยังคงเดินหน้าอย่างมาดมั่นลึกเข้าไปในธรรมชาติอันกว้างใหญ่ที่เงียบสงบ และสดชื่น ด้วยโหมดขับเคลื่อนสำหรับโคลนหรือหิมะ และพบเจอกับความท้าทายใหม่เป็นระยะๆ จกสภาพถนนที่แตกต่าง แต่ก็ยังไม่ทำให้เราหวั่นไหว เพราะมันยังมีโหมดขับเคลื่อนอื่นๆ ที่เหมาะสม และช่วยให้ทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายขึ้นอย่างเกินความคาดหมาย แม้กระทั่งการลุยน้ำ การขึ้น – ลงทางลาดชัน หรือบางช่วงที่ต้องอาศัยความสามรถในการปีนไต่ผิวทางที่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งมองด้วยตาเปล่าแล้วรู้สึกว่าน่ากลัว แต่ทันทีที่ปะจำการหลัง All New Ford Everest คุณจะรู้สึกมั่นใจได้ ด้วยความสูงของตัวรถที่ออกแบบมาสำหรับการลุยน้ำลึก ตลอดจนตัวช่วยอย่าง ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน Hill Descent Control with Adaptive Speed และระบบลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ Rollover Mitigation ซึ่งเป็นฟังค์ชั่นความปลอดภัยที่ติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับเวอร์ชั่นลุยรุ่นท็อปสุดอย่างเช่นคันนี้

 

และด้วยความสามารถทั้งหมดของ All New Ford Everest 3.2 Titanium+ 4×4 คันนี้ ในที่สุดเราก็บรรลุสิ่งที่คาดหวังกับการหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง ไปสัมผัสกับความสงบของธรรมชาติ ชมวิวสวยๆ ของยามเย็น และสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด เพื่อชาร์จแบตชีวิตก่อนจะกลับมารบรากับสังคมเมืองอีกครั้ง ซึ่งอีกไม่กี่อึดใจก็คงเริ่มขึ้นหลังจากที่เราเดินทางออกจากเส้นทางธรรมชาติแห่งนี้ได้ และมันก็เหลือเส้นทางอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้นกับการตัดผ่านหมู่บ้านเล็กๆ ลัดเลาะไปตามถนนแคบๆ จนกระทั่งพบเจอถนนคอนกรีตพังๆ ตามด้วยถนนลาดยางสีเข้มๆ ในเวลาต่อมา ซึ่งเราก็ใช้เวลาในการควบเจ้า All New Ford Everest 3.2 Titanium+ 4×4 ไม่นาน ก็สามารถเห็นแสงไฟจากในเมืองที่นำเรากลับเข้าสู่ที่พักในค่ำคืนนี้ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

 

ความประทับ กับ All New Ford Everest 3.2 Titanium+ 4×4

ประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งวัน นับเป็นประสบการณ์ขับขี่ที่สร้างความประทับใจในทุกๆ ด้านอย่างคาดไม่ถึง ตั้งแต่รูปลักษณ์ ความสะดวกสบายในการใช้งาน รวมถึงฟังค์ชั่นต่างๆ และระบบความปลอดภัยที่ถูกอัดแน่นมาให้ เพื่อยกระดับสู่ความเป็นรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ที่หรูหราอย่างสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ EVEREST ที่ผ่านมา และเรายังกล้าพูดได้อย่างเต็มปาก เต็มคำว่า All New Ford Everest 3.2 Titanium+ 4×4 คือ ยนตรกรรมที่สามารถมอบอรรถรส และประสบการณ์ในการขับขี่อันหลากหลายให้ได้สัมผัสอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่มีไลฟ์สไตล์แบบเดียวกับที่ผมเพิ่งทำไปในวันนี้ แม้จะไม่ชำนาญ หรือด้อยทักษะด้านการขับขี่ แต่ทันทีที่อยู่หลังพวงมาลัยของ All New Ford Everest 3.2 Titanium+ 4×4 คุณก็แทบจะเป็นมือโปรไปในทันที ด้วยฟังค์ชั่นและตัวช่วยด้านอิเล็กทรอกนิกส์ต่างๆ ที่ติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ที่จะทำให้คุณสามารถใช้งานในเมืองได้อย่างสะดวกสบายในวันทำงาน และออกไปผจญภัย และพักผ่อนในสถานที่ธรรมชาติบ่อยครั้ง หรือในทุกๆ สุดสัปดาห์ได้อย่างเต็มที่ล่ะก็ เราบอกได้เลยว่า นี่คือความ “คุ้มค่า” สำหรับผู้ที่มีไลฟ์สไตล์รักการผจญภัย แต่ถ้าหากคุณเป็นคนประเภทที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเป็นหลักในการทำงาน อาศัยโรงหนัง ร้านกาแฟ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เป็นสถานที่พักผ่อน และออกต่างจังหวัดน้อยกว่าการถูกหวย แต่ยังคงอยากได้ความหล่อเหลา และควาสะดวกสบาย ล่ะก็ ผมว่ารุ่นเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร ก็เป็นทางเลือกที่ดูเข้าท่าไม่น้อยเหมือนกัน


บทความแนะนำเกี่ยวกับ Ford

ใหม่ All New Ford Everest ( ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ )รถอเนกประสงค์ระดับพรีเมี่ยม จาก Ford ราคา เริ่มต้นเพียง 1.3 ล้าน

Ford เปิดตัว กระบะ Ford Ranger 6 รุ่นใหม่ ชูราคาดีที่สุดในเซกเมนต์

FORD ชวนนักศึกษาอาชีวศึกษาส่งผลงาน Go Further Innovator Scholarship 2016

 

แท็กยี่ห้อรถยนต์ : Ford

แท็กฮิต : , , , ,