รีวิว : MG Extender กระบะพันธุ์ยักษ์ ขับสักพักอาจหลงรักก็เป็นได้

Morris Garage หรือชื่อย่อว่า MG ที่ปีนี้ค่อนข้างเดือด นอกจากจะเปิดตัวรถยนต์หลายรุ่นแล้ว ในเซกเม้นท์ของ รถกระบะ ก็เอากับเค้าด้วย กับ MG Extender โดยทางค่ายตั้งฉายาว่าเป็น กระบะพันธุ์ยักษ์ เนื่องมาจากขนาดสัดส่วนที่มองเห็นด้วยตาออกไปทางกว้าง และใหญ่ บึกบึน ซึ่งครั้งนี้ทาง MG ได้จัดทริปทดสอบในรุ่น ดับเบิ้ล แค็บ ขับเคลื่อนสี่ล้อ (ตัวท้อป) บนเส้นทางเชียงใหม่จรดกรุงเทพฯ ให้กับเรา เรียกได้ว่าขับกันยาวๆ

สำหรับ MG Extender ทำตลาดทั้งในรุ่นแบบตอนครึ่ง หรือ Giant Cab และแบบ Double Cab ทั้งขับเคลื่อนสองล้อ และสี่ล้อ รวมทั้งหมด 9 รุ่นย่อยด้วยกัน ซึ่งการจับตลาด รถกระบะ ในครั้งนี้ ทาง MG มีพื้นฐานมาจากรถในเครืออย่าง Maxus T60 ที่ขายมาแล้วไม่ว่าจะในประเทศจีน และออสเตรเลีย แต่สำหรับทริปทดสอบที่สื่อมวลชนได้ลองในครั้งนี้เป็นรุ่น Double Cab 2.0 Grand 4WD X 6AT ราคาจำหน่ายที่ 1,029,000 บาท

ภายนอก ใหญ่ยักษ์ จริง สมดังฉายา

ในรุ่น 4 ประตูของกระบะพันธุ์ยักษ์ เอ็กซ์เทนเดอร์ มองด้วยสายตาแล้วดูใหญ่บึกบึนจริงๆ กระจังดูใหญ่ดีไซน์ทันสมัยลายรังผึ้ง ล้อมด้วยโครเมียมอันเป็นแบบฉบับของ MG ไฟหน้าเป็นแบบโปรเจ็กเตอร์ LED มาพร้อมกับระบบ AFS ปรับการส่องอัตโนมัติตามองศาของพวงมาลัย เสียดายไม่ได้ลองความสว่างคมชัดเพราะขับแต่ในช่วงกลางวัน มาพร้อมไฟ daytime running light แต่ไฟหน้าไม่ได้ให้ระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติมาให้

มิติตัวถังที่ว่ากันว่าใหญ่ยักษ์ ลองเอาไปเทียบกับเจ้าตลาดยี่ห้ออื่นๆ ดูตามนี้ ความยาว 5,365 มม. ความกว้าง 1,900 มม. ความสูง 1,850 มม. ระยะฐานล้อ 3,155 มม. ความจุถังน้ำมัน 73 ลิตร

ภายในกว้าง โปร่ง โล่ง ไม่อึดอัด

ต้องยอมรับเลยว่า เมื่อเปิดประตูเข้ามาจะเจอกับความโอ่อ่าของกระบะ 4 ประตู เท่าที่ได้ลองนั่งทั้งเป็นคนขับ คนนั่งหน้า คนนั่งหลัง บอกเลยว่ามีช่วงกว้างให้เหยียดแข้งขาได้มากกว่าคู่แข่งในตลาด เรื่องนั่งแล้วไม่อึดอัดจุดนี้ต้องยกให้ สำหรับเบาะนั่งคู่หน้าปรับแบบไฟฟ้าทั้งคู่ (คนขับ 6 ทิศทาง คนนั่ง 4 ทิศทาง) ซึ่งในตลาดกระบะ 4 ประตูส่วนใหญ่จะให้แบบปรับไฟฟ้าเฉพาะคนขับ
พวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง แต่ระยะยืดเข้า-ออกจะไม่ยาวนัก พร้อมปุ่มมัลติฟังก์ชั่นบนก้านพวงมาลัยช่วยให้ใช้งานง่าย กุญแจเป็นแบบ Smart Keyless พร้อมปุ่ม push start ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ

ความโดดเด่นคงเป็นที่หน้าจอความบันเทิงขนาด 10 นิ้ว มาพร้อมระบบปฏิบัติการ i-Smart อันคุ้นเคยมาแล้วในหลายๆ รุ่นของ MG เพิ่มประสิทธิภาพการสั่งการให้สะดวกสบายด้วยเสียงภาษาไทย หรือจะโทรเข้า – ออก หรือการควบคุมระบบแอร์ หน้าต่าง วิทยุ และอื่นๆ ก็สามารถสั่งการเป็นภาษาไทยได้ ที่น่าสนใจคือระบบแผนที่เนวิเกเตอร์เป็นของ tomtom ซึ่งแผนที่มีฟังก์ชั่นที่ละเอียดอย่างเช่น บอกจุดที่เส้นทางกำลังก่อสร้างด้วย หรือจะเป็นการเตือนในเรื่องของความเร็วก็มีมาให้ รวมทั้งยังมีคลังเพลงแบบ online music หลายสไตล์ให้เลือกฟัง และยังค้นหาร้านอาหาร ที่พักได้ด้วย

เครื่องไม่ใหญ่ แต่ก็ขับมันส์อยู่ด้วยเกียร์

ขุมพลังที่ติดตัวมาเป็น เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล ไดเร็กอินเจ็กชั่น ขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบแปรผัน รหัสครื่องยนต์ 20D4N ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 375 นิวตัน-เมตรที่ 1,500 – 2,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มีโหมดการขับขี่ให้เลือกทั้งแบบ ECO และ POWER ขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งเป็นแบบไฟฟ้า ลูกบิดหมุนใช้งานง่าย 2H, 4H และ 4L

ช่วงล่างแบบ European Tuning Suspension ด้านหน้าแบบดับเบิ้ล วิชโบน และด้านหลังแบบแหนบแผ่นซ้อน ระบบเบรกที่ให้มาคงต้องนับเป็นไฮไลท์สำหรับรถกระบะเลยทีเดียว เพราะติดตั้งระบบเบรกแบบดิสก์ 4 ล้อมาให้ พร้อมระบบ ABS ระบบช่วยเสริมแรงเบรก BA และระบบกระจายแรงเบรก EBD รวมถึงยังติดตั้งฉนวนกันเสียงมาให้ถึง 9 จุดด้วยกัน

ขับแบบทางไกลยาวๆ คั่นด้วยทางออฟโรดอีกสิบกว่ากม.

เราออกสตาร์ทกันที่โชว์รูมเอ็มจี เชียงใหม่ โดยจุดหมายของวันแรกนี้อยู่ที่ จ.ลำปาง แต่นอกจากบนถนนหลักแล้ว เรามีคั่นด้วยทางออฟโรดจากดอยสุเทพลงมาที่ห้วยตึงเฒ่า จากนั้นถึงค่อยเดินทางอีกกว่าร้อยกม.ไปยังลำปาง

หลังจากปรับความคุ้นชินอยู่สักพัก เพราะยังไม่คุ้นกับคันเร่ง และจังหวะการทำงานของเบรก เนื่องจากจังหวะการตอบสนองของคันเร่งจะไม่ไวนัก แต่พอเจอจังหวะกลายเป็นบูสท์ติดทันที จึงต้องทำความคุ้นเคยกันเสียหน่อย ส่วนระบบเบรกมีการทำงานที่ดี เอาอยู่ แต่ความรู้สึกบนแป้นเหยียบอาจจะเติมลึกไปนิด แต่พอจับจังหวะได้ คราวนี้จะรู้สึกดีกับเบรกขึ้นมาทันที

ขอไปที่เส้นทางออฟโรดบนดอยสุเทพ ที่ตัดมาลงตรงห้วยตึงเฒ่ากันก่อน เส้นทางนี้จัดว่าทุรกันดารเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ส่วนใหญ่เป็นทางลงเขา ผู้เขียนใช้เพียงโหมด 4H เพราะจะได้ไปเร็วๆ แต่โดยมากจะขับแบบ “หยอดๆ” เสียมากกว่า เนื่องจากเส้นทางจะเป็นหินลอย สิ่งที่สัมผัสถึงความต่างได้ก็คือ ความนุ่มนวลที่สัมผัสได้มากกว่ากระบะ 4 ประตูรุ่นอื่นๆ อาจเป็นเพราะการเซ็ตอัพให้กระบะท้ายมีการรับน้ำหนักอยู่ที่ 560 กก.ซึ่งเบากว่ากระบะ 4 ประตูรุ่นอื่นที่ว่ากันถึง 700-800 กก.ต้องยอมรับเลยในเรื่องของความนุ่มนวลที่มีมากกว่า อาการดีดเด้งน้อยกว่า

น้ำหนักพวงมาลัยออกแนวเบามือ ขับสบาย ความแม่นยำใช้ได้ทีเดียว บนความเร็วสูงๆ ทั้งช่วงขึ้นลงเขาตั้งแต่ขุนตาลลงมา การเก็บเสียงถือว่าทำได้ดีกว่าที่คาดไว้มากสำหรับความเร็วระดับเดินทาง ส่วนตัวถ้าใช้โหมด power จะรู้สึกว่า การขับขี่มีความสมูธต่อเนื่องมากกว่าโหมดปกติ ยิ่งเป็นการขับแบบเดินทางไกลด้วยแล้ว การปรับเกียร์มาเป็นโหมดแมนน่วล จะช่วยให้ได้กำลังที่ต่อเนื่องดี ขับสนุก ลดการใช้เบรกไปได้มาก แถมการชิฟท์เกียร์ยังทำได้ง่ายเบามือดีด้วย

ที่เหลือคงเป็นในส่วนของระบบเอนเตอร์เทนเมนท์ที่ยังไม่ได้ทดลองมากเท่าไหร่ เพราะโฟกัสไปกับการขับเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่อย่างที่เล่าไปในช่วงต้นว่า ส่วนตัวรู้สึกโอเคกับแผนที่ของ tomtom เพราะลูกเล่นความละเอียดเยอะดี เพลงก็มีให้ฟังเยอะไม่ต้องไปนั่งเซฟลงแฟลชไดร์ฟแล้วมาเสียบช่อง USB ที่เหลือก็เป็นเรื่องของความเสถียรของระบบ แต่กับเรื่องสมรรถนะถือว่ามาเกินคาด สู้กับคู่แข่งได้สนุกเลยทีเดียว

ราคาจำหน่าย

MG EXTENDER DC 2.0 GRAND 4WD X 6AT                                  1,029,000 บาท


ตารางราคารถยนต์ล่าสุด

AUDI | Aston Martin | BMW | Chevrolet | CITROENDFSKFerrari | Honda (ฮอนด้า) |


คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ (เขียนบอกเราหน่อยนะ)