Test Drive New CHEVROLET Sonic hatchback

Test Drive New CHEVROLET Sonic hatchback

หลังจากที่ บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว CHEVROLET Sonic ในรุ่น 4 ประตูไปได้ไม่นาน ครั้งนี้ก็ถึงเวลาของ New CHEVROLET Sonic Hatchback ในแบบ 5 ประตู ที่เน้นกลุ่มเป้าหมาย “สาวๆ Generation Y” วัยเกิดก่อนยุค 80 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ พร้อมส่งสาวสวยสุด Indy “ยิบโซ” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อเพิ่มความชัดเจนของ New CHEVROLET Sonic Hatchback

 

เพื่อพิสูจน์สมรรถนะของ New CHEVROLET Sonic hatchback ทาง บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงจัดการทดสอบในเส้นทาง กรุงเทพฯ-ปราณบุรี ซึ่งใช้ระยะทางเกือบ 600 กม. โดยจัดรถทดสอบให้คณะสื่อมวลชนได้ร่วมสัมผัสมากถึง 20 คัน แบ่งเป็นรุ่น 4 ประตู และ New CHEVROLET Sonic Hatchback ในแบบ 5 ประตูอย่างละ 10 คัน เมื่อได้เวลาอันสมควร ทาง iAMCAR ก็ไม่รอช้า เราเริ่มการทดสอบในช่วงต้น โดยใช้ CHEVROLET Sonic 4 ประตู เกียร์ธรรมดาก่อน อย่างแรกที่ผมสัมผัสได้ คือ “ความสนุก” ในการขับขี่ ตามคอนเซ็ปต์ของ Sonic ที่วางไว้ คงเป็นเพราะการดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกที่ ถึงแม้จะเป็น 4 ประตู แต่ก็สามารถสร้างจุดเด่นได้ไม่น้อย และจุดเด่นของรูปลักษณ์ภายนอก คงต้องยกให้กับความกล้าในการเปลือยโคมไฟหน้า และวางตำแหน่งไฟหน้าคู่บนขอบคิ้วสีดำ คล้ายการออกแบบสไตล์ไฟหน้า Super Bike เส้นสายของตัวถังเน้นยกสันตั้งแต่ฝากระโปรงหน้า ไล่ความเฉียบคมไปบรรจบกับด้านท้าย แถมด้วยความโดดเด่นของไฟท้ายทับทิมแดงดวงใหญ่สไตล์โดนๆ 

ขยับมาที่ภายใน ผมขอเล่าให้ฟังระหว่างการทดสอบขับนะครับ หลังจากออกเดินทางไปได้เล็กน้อยสิ่งที่สัมผัสได้ คือ ความกว้างขวางของห้องโดยสาร ไม่รู้สึกเหมือน City Car คันเล็กๆ ทั่วไป Head Room สูงพอที่จะทำให้รู้สึกสบายในการเดินทาง และยังเป็นรถเล็กที่เก็บเสียงจากภายนอกได้ดี เนื่องจากการ ใช้แชสซีส์ที่มีความเหนียวแน่นทนทานสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยี ‘Quiet Ride Technology’ เอกสิทธิ์เฉพาะตัวของ Sonic รวมถึง การเลือกใช้วัสดุอันพิถีพิถันจึงลดเสียงแรงสั่นสะเทือน และความกระด้างลง ทำให้บรรยากาศในห้องโดยสารเงียบสงบ แทบไม่มีเสียงรบกวนจากพื้นถนนและลม ตัวเบาะนั่งถือว่าลงตัวนั่งสบายในการเดินทาง แต่ที่โดดเด่นของภายในนอกจากคอนโซลที่ไล่เรียงสอดคล้องกับตัวรถด้านนอกแล้ว การจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ ยังสามารถจัดไว้อย่างลงตัว โดยใช้เรือนไมล์ออกแบบแยกจากคอนโซล ในสไตล์ “Super Bike” และใช้เข็มวัดรอบสีแดงสด พร้อมเรือนสีฟ้าแบบดิจิตอล ซึ่งต่างจาก City Car โดยทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
 

มาสัมผัสสมรรถนะของเครื่องยนต์เบนซิน ECOTEC การพัฒนาล่าสุดของ CHEVROLET แบบดับเบิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ (DOHC) แถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมวาล์วแปรผัน Double CVC หัวฉีดมัลติพอยท์ซีเควนเชียล (MPFI) ปริมาตรความจุกระบอกสูบ 1,398 ซีซี สามารถรีดแรงม้าสูงสุดได้ 100 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 130 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที เสื้อสูบแบบเหล็กหล่อพร้อมการออกแบบเพิ่มความสมดุล ด้วยโซ่สายพานไทม์มิ่ง (Silent Chain) พร้อมด้วยระบบส่งกำลังน้ำหนักเบาที่มีประสิทธิภาพสูง แบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ถ้ามองว่าเจ้า Sonic เป็น City Car ผมก็ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ City Car ที่ขับสนุกคันหนึ่งเพราะในเรื่องของอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. แม้จะไม่มาแบบพุ่งพล่านจัดจ้านในรอบต้น แต่ในรอบปลายเมื่อทะลุ 100 กม./ชม. ก็สามารถไหลลื่นไปแตะที่ 175 กม./ชม. ได้อย่างไม่ยาก อารมณ์ในการขับขี่ในระบบส่งกำลังเกียร์ธรรมดา ไม่ได้เมื่อยล้าอย่างที่คิด คลัทช์นิ่มนวลไม่ต้องออกแรงเหยียบเยอะ ลักษณะของเกียร์มีคล้ายๆ “Quick Shift” ทำให้เข้าเกียร์ง่ายเพราะร่องระหว่างเกียร์น้อย ทำให้ใช้งานได้แม่นยำ
 

 

 

ส่วนในเรื่องของช่วงล่างนั้นถือว่านิ่มนวลในการเดินทางครับ ในระหว่างการทดสอบฝนตกหนักมากๆ เพราะคุณ “แกมี” มาเยี่ยมเราตลอดเส้นทาง ทำให้การทดสอบช่วงล่างทำได้ยากสักหน่อย ในส่วนพวงมาลัยถือว่าแม่นยำดีครับ การเข้าโค้งต่างๆ ในการเดินทางปกติก็ตอบสนองด้วยความมั่นใจ แม้ถนนจะลื่นอยู่พอสมควร สำหรับ Sonic 4 ประตู ผมขอเสริ์ฟเป็น “ออเดิร์ฟ” เท่านี้ก่อน เพราะ “เมนคอร์ส” ของงานนี้อยู่ที่ New CHEVROLET Sonic Hatchback แต่ต้องพบกันในช่วงขากลับของวันพรุ่งนี้ครับ

New CHEVROLET Sonic Hatchback So You
 

หลังจาก Party สุดฮิบ “Sonic Neon Life Party” ที่บรรดาสื่อมวลชนรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ สนุกกันแบบสุดเหวี่ยง เช้าวันรุ่งขึ้นผมรับหน้าที่ทดสอบ New CHEVROLET Sonic Hatchback ระบบส่งกำลังอัตโนมัติ 6 สปีด เจ้ารถซับคอมแพ็กต์น้องใหม่ล่าสุดของค่าย CHEVROLET ผมเห็นครั้งแรกก็รู้สึกประทับใจในเรื่องของการดีไซน์แล้วล่ะครับ ถ้ามองจากด้านหน้าก็คงไม่ต่างจาก 4 ประตูมากนัก แต่ก้าวผ่านมามองด้านข้าง มันช่างต่างกันโดยสิ้นเชิง ในรูปแบบของ “hatchback” มันสะท้อนถึงความสนุกได้อย่างเต็มที่ ตัวรถดูกระทัดรัดขึ้น โดดเด่นขึ้น สนุกขึ้น ยิ่งเห็นที่เปิดประตูคนนั่งด้านหลังอยู่ในตำแหน่ง “เสา C” ทำให้ผมรู้สึกถึงความใส่ใจในการออกแบบ ขยับมาด้านท้าย นอกจากสปอยเลอร์ท้ายที่ยื่นออกมารับแรงกดของอากาศที่ไหลผ่านจากหลังคาทำให้ในขณะขับขี่รถนิ่งขึ้น และยังมีระบบเปิดฝาท้ายประตูบานที่ 5 แบบสัมผัสเพียงกดปุ่มเบาๆ ที่ใต้คิ้วขอบโครเมี่ยม ประตูบานท้ายก็จะเปิดออกอย่างง่ายดาย ปิดท้ายด้วยการวางไฟท้ายในกรอบสีดำ เพื่อให้คล้ายคลึงกับไฟหน้ามากกี่สุด
 

 

 

มาชมด้านในพร้อมขับกลับกรุงเทพฯ กันครับ ห้องโดยสารสไตล์ “ดูอัล ค็อกพิท” ที่เน้นความเป็นสปอร์ตเต็มตัว ความโดดเด่นไม่ต่างจากในรุ่น 4 ประตู ที่ใช้โทนสีแบบแบบทูโทน และเรือนไมล์ “Super Bike Style” ที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานทั้งระบบตรวจสอบระยะทางที่ขับได้กับน้ำมันในถังที่เหลืออยู่ ระบบหาค่าปริมาณอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ยในการเดินทาง โดยกดดูง่ายๆ จากก้านไฟเลี้ยวด้านขวาของพวงมาลัย ส่วนพวงมาลัยแบบสามก้านก็มาพร้อมฟังก์ชั่นควบคุมเครื่องเสียง เบาะนั่งหุ้มด้วยผ้า Breva แม้จะไม่โอบกระชับในสไตล์สปอร์ต แต่ก็ให้ความรู้สึกสบายในการขับขี่ ในเรื่องทัศนะวิสัยของการขับขี่ด้านหน้าถือว่าดี ส่วนในด้านหลังมักจะเป็นปัญหามากสำหรับรถ “Hatchback” แต่ Sonic กลับมีทัศนะด้านหลังอย่ในเกณฑ์ดี ส่วนที่รู้สึกดีอีกส่วนso7j’ คือ เรื่องการเก็บเสียงครับ
 

เครื่องยนต์เป็นบล็อคเดียวกันกับตัว 4 ประตู แต่ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ที่ได้รับการออกแบบแนวเดียวกับเพลาขับ (On-Axis Design) พร้อมกับปุ่มปรับเปลี่ยนเกียร์ (Toggle Switch) ที่คุณจะใช้งานได้ไม่ยาก เพียงคุณเลื่อนคันเกียร์มาในตำแหน่ง “M” แล้วใช้ปุ่ม “ + ” “ – ” ที่อยู่ข้างหัวเกียร์เป็นตัวควบคุมตำแหน่งของเกียร์ ซึ่งทำให้การขับขี่ Sonic มีความสนุกมากขึ้น คุณจะสามารถลากรอบเครื่องยนต์ไปจนถึง Redline ได้อย่างมันส์อารมณ์ เพราะเจ้าเกียร์บล็อคนี้จะไม่เปลี่ยนให้เองอัตโนมัติตามรอบของเครื่องยนต์ เราต้องเป็นคนกำหนดเอง แต่จังหวะของการเปลี่ยนจะรู้สึกช้าไปสักนิดเกือบ 2 วินาที แต่ก็ไม่เป็นปัญหาครับ เพราะในส่วนนี้เป็นตัวช่วยเพิ่มความสนุกเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วการใช้งานในชีวิตประจำวันเราก็แค่ใส่เกียร์ “ D ” แล้วก็เหยียบคันเร่งขับไปเรื่อยๆ ซึ่งระบบส่งกำลังก็จะทำงานให้เองแบบราบรื่นและนิ่มนวล ส่วนอัตราเร่งถือว่าทำได้ไหลลื่น เพียงพอกับคำว่า “City Car” เมื่อผมเห็นถนนโล่งหน่อยก็ต้องขอลองอัตราเร่งดูสักหน่อย เผลอแป็ปเดียวเลขไมล์แบบดิจิตอลก็บ่งบอกว่า 170 กม./ชม. แล้วครับ ลองใช้ฟังก์ชั่นหาค่าเฉลี่ยน้ำมันที่เรือนไมล์ดูบ้าง อยู่ราวๆ 12-13 กม./ลิตร ในความเร็วประมาณ 100-110 กม./ชม. ในเรื่องของพละกำลังในการเร่งแซงก็ถือว่าทำได้น่าพอใจ สำหรับความจุกระบอกสูบ 1.4 ลิตร แถมยังสามารถใช้น้ำมัน E20 ได้ด้วย

 

 

 

ช่วงล่าง “Euro-Ride Tuning Suspension“ ที่ด้านหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมคอยล์สปริง ช็อคอัพแก๊สและเหล็กกันโคลง ช่วงล่างด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีมรูปตัววี พร้อมคอยล์สปริง และช็อคอัพแก๊ส ลักษณะเพลาหน้าแบบเฟรมราบ (Flat Top Frame) และโครงสร้างนิรภัย BFI (Body-Frame Integral) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการควบคุมตัวรถ
ทั้งหมดนี้สามารถทำงานประสานกันได้ดี จนเกิดความนุ่มนวลและการเกาะถนนที่เลิศมากในการเดินทาง ส่วนระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกพร้อมครีบระบายความร้อน ด้านหลังเป็นดรัมเบรก พร้อมตัวช่วย ABS และ EBD ช่วยกระจายแรงเบรกตามน้ำหนักบรรทุก ส่วนพวงมาลัยเพาเวอร์แร็คแอนด์พีเนี่ยนก็ถือว่าใช้ได้ดีในความเร็วสูง แม่นยำในการเข้าโค้งหรือเปลี่ยนเลน แต่หากมองว่ากลุ่มเป้าหมายในรุ่นนี้เป็นสาวๆ ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ผมว่าในความเร็วต่ำพวงมาลับมีน้ำหนักเยอะไปสักนิด สำหรับสาวๆ บอบบางจะรู้สึกเมื่อยล้าเวลาขับขี่ในเมือง หากรถติดๆ หรือต้องเปลี่ยนเลนไปมาบ่อยๆ หากปรับเรื่องการแปรผันของน้ำหนักพวงมาลัยสักนิด ก็จะเป็นรถที่ไร้ที่ติเลยทีเดียว

ขอบคุณ บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้โอกาส iAMCAR VARIETY e-MAGAZINE & www.iamcar.net ได้สัมผัสนวัตกรรมดีๆ เช่นนี้ หากท่านใดสนใจ สามารถสัมผัสตัวจริงของ New CHEVROLET Sonic Hatchback ที่โชว์รูม CHEVROLET ทั่วประเทศ ที่สำคัญ Sonic สามารถใช้สิทธิรถคันแรกได้เต็มๆ 100,000 บาทครับ

{gallery}/article/2012/gangtest/09-10-55-chevrolet-sonic-hatchback{/gallery}

 

 

 

 


ตารางราคารถยนต์ล่าสุด

AUDI | Aston Martin | BMW | Chevrolet | CITROEN |  DFSKFerrari | Honda (ฮอนด้า) |